Wor.'s profileAll In The State Of MindPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    1/23/2008

    ข้อคิด ดีดี ในเรื่องความรัก

    ข้อคิด ดีดี ในเรื่องความรัก




    1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง

    2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา

    3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว

    4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป

    5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้นแต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ



    6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด

    7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

    8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง

    9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ

    10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ


    11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

    12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

    13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้

    14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น

    15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

    16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข



    17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

    18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำว่ารักอาจเยียวยาและทำให้มีสุข

    19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่ามันเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเรา ที่ปรากฎในพวกเขา

    20. คนที่มีความสุขที่สุดไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก


    21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่ พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่า-ของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิต

    22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา

    23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่แสนเจ็บปวด คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ

    24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

    25. ความรักก็เหมือนกับการเสี่ยง คุณอาจจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณก็อาจจะต้องพบกับความล้มเหลวตลอดไป

    26. ความรัก มักเหมือนแก้วบาง ถ้าหากคุณมือหนัก แก้วที่คุณถือ ก็อาจจะต้องแตกร้าวทุกครั้งที่คุณใช้มัน

    27. ความรัก ง่ายที่เราจะหามัน แต่ยากที่จะรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

    เงินไม่สำคัญเสมอไป



    เงิน ซื้อเตียงนอนได้ แต่ซื้อการหลับเป็นสุขไม่ได้

    เงิน ซื้อกระดาษปากกาได้ แต่ซื้อความเป็นกวีไม่ได้

    เงิน ซื้ออาหารดีๆ ได้ แต่ซื้อความอยากรับประทานไม่ได้

    เงิน ซื้อความประจบสอพลอได้ แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้

    เงิน ซื้อการตามใจได้ แต่ซื้อความจงรักภักดีไม่ได้

    เงิน ซื้อเพชรนิลจินดาได้ แต่ซื้อความงามไม่ได้

    เงิน ซื้อความสนุกชั่วคราวได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้

    เงิน ซื้อเพื่อนร่วมเดินทางได้ แต่ซื้อเพื่อนแท้ไม่ได้

    เงิน ซื้ออำนาจราชศักดิ์ได้ แต่ซื้อปัญญาไม่ได้

    เงิน ซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ได้ แต่ซื้อสันติสุขไม่ได้

    เงิน ซื้อเมียที่สวยได้ แต่ซื้อแม่ที่ดีให้ลูกไม่ได้

    **เงิน จะสำคัญเมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น**
    1/22/2008

    วิธีคิดเวลาหน้าแตก

    ใครๆ ก็เคยหน้าแตกกันมาทั้งนั้นนะครับ ซึ่งอาการหน้าแตกของแต่ละคนก็มากน้อยต่างกันไป แล้วแต่มุมมองที่เราคิดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...แต่ในโลกนี้ยังมีมุมมองที่ดีกับอาการหน้าแตกที่อ่านแล้วอาจจะทำให้หลายๆ ท่านที่มีอาการหน้าแตก มีความสุขได้นะครับ...ลองอ่านดู

    1.ให้คิดว่าตัวเองโชคดีที่ไม่หน้าแตกมากไปกว่านี้
    การคิดว่าตัวเองโชคดีเสมอ เป็นวิธีคิดมองโลกในแง่ดีที่สามารถนำไปใช้ได้หลาย ๆ กรณี ในกรณีหน้าแตกนี้ก็เช่นเดียวกัน ให้เราคิดว่า นี่ตัวเองยังโชคดีที่นะไม่เจอเหตุการณ์ที่ทำให้หน้าแตกมากไปกว่านี้ วิธีคิดในรูปแบบนี้ เป็นวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการหน้าแตกได้ผลดีวิธีหนึ่ง

    ยกตัวอย่าง

    • ลืมรูดซิบ เราก็อาจจะคิดว่า "ฮ้า..โชคดียังดีนะ ที่วันนี้เรานุ่งกางเกงในตัวใหม่มา ไม่อย่างนั้นคงต้องอายยิ่งกว่านี้เป็นแน่"
    • ผายลมเสียงดัง จนคนหันมามอง เราก็อาจจะคิดว่า " โห..นี่ยังดีนะที่มีแค่เสียง นี่ถ้ามีกลิ่นออกมาด้วย เราคงอายมุดดินแน่ "
    • กระโดดขึ้นรถเมล์พลาด ตะครุบกบกลางถนน เราอาจจะคิดว่า "อูยย.(เจ็บ) .. ยังดีนะที่แค่หน้าแตก โชคดีที่รถข้างหลังมันไม่เหยียบเอา นี่ก็ถือว่าบุญแล้ว"

    2.มองโลกนี้ด้วยอารมณ์ขัน

    ขำตัวเอง ยิ้มน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดูตัวเอง นึกให้มันขำ ๆ ว่าการที่เราได้ปล่อยไก่ หรือปล่อยห้าแต้มให้คนเขาดูออกไป ในครั้งนี้ ถือว่ามันก็เป็นการสังเคราะห์เพื่อนมนุษย์ได้เหมือนกัน คือได้ช่วยให้เขามีสุขภาพจิตดี ได้หัวเราะสนุกสนานกันไป เราคงจะได้บุญไม่น้อย อ้อ.! บางทีเราอาจจะนำเรื่อง "หน้าแตก" เหล่านี้นำไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังให้คลายเครียดในภายหลัง ได้อีกต่างหาก คิดแล้วสบายใจ เพราะได้ช่วยให้ผู้อื่นอารมณ์ดีครับ

    3.ให้ถือว่า "อาการหน้าแตก" นี้คือสิ่งที่มาเตือนสติให้เรารู้ตัวเองว่าเรายังเป็นคนที่ทำอะไรเพราะเห็นแก่หน้า

    คนในสังคมไทยส่วนใหญ่นั้นอาจจะยังเป็นคนที่ชอบทำอะไรต่ออะไรเพื่อเห็นแก่หน้าตา ทีนี้เวลาเราเกิดไปทำอะไรผิดพลาดหรือล้มเหลวขึ้นมา มันก็เลยเกิดอาการ "หน้าแตก" โดยอัตโนมัติ อันที่จริงคนที่ทำงานเพื่องานจริง ๆ เขาจะถือว่าความล้มเหลวนั้นไม่ใช่เรื่องของการเสียหน้าแต่อย่างใด ยกตัวอย่าง นักวิทยาศาสตร์บางคนกว่าจะทดลองค้นคว้าอะไรประสบความสำเร็จออกมาได้ บางทีเขาต้องพบกับความล้มเหลวนับพัน ๆ ครั้ง (เช่นโทมัส เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า) ลองนึกจินตนาการดูว่า หากนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เป็นคนที่ทำงานเพื่อมุ่งเอาหน้าเอาตา พวกเขาคงจะต้องมีอาการหน้าแตกแล้วแตกเล่า จนเป็นโรคประสาทไปก่อนที่จะประสบความสำเร็จเป็นแน่

    คนที่มีความคิดมุ่งทำงานเพื่อบรรลุให้ถึงผลสำเร็จของการงานที่ตั้งเป้าไว้ (จิตใฝ่สัมฤทธิ์)

    โดยไม่สนใจเรื่องของเกียรติยศชื่อเสียง ใจของเขาจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่มีเรื่องของความอยากได้หน้าได้ตาอะไรมารบกวนจิตใจตอนทำงาน ดังนั้นหากเมื่อใดการงานที่เขาทำอยู่เกิดต้องพบกับปัญหาผิดพลาดพลั้งหรือล้มเหลวอะไรขึ้นมา คนเหล่านี้จึงไม่มีอาการหน้าแตกแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะจิตใจของเขาได้สร้างพื้นฐานความคิดที่ถูกต้องบริสุทธิ์ใจมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นเขาจึงไม่เสียกำลังใจ ไม่หน้าแตก ในยามที่พบกับความล้มเหลว สมรรถภาพทางปัญญาของเขาจึงพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงการงานอยู่ตลอดเวลา เช่น ทำอย่างไรจึงจะนำข้อผิดพลาดทั้งหลายมาเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

    สรุปอีกครั้งว่าถ้าเกิดอาการหน้าแตกเมื่อไหร่ให้บอกกับตนเองได้เลยว่า
     

    พื้นฐานความคิดของเราคงต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ สมควรที่จะต้องรีบปรับวิธีการคิดมองโลกให้ถูกต้อง คือไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ใช่ทำเพราะเห็นแก่หน้าตา หรือ อวดโก้เก๋ แต่ให้ทำเพราะเห็นแก่ความถูกต้องดีงาม หรือ ด้วยความใฝ่รู้ใฝ่สัมฤทธิ์ นี่ถ้าสร้างแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตได้ อย่างถูกต้องเช่นนี้แล้ว อาการหน้าแตกเวลาเราทำอะไรผิดพลาดหรือล้มเหลว (ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ) มันก็จะค่อย ๆ ลด น้อยจนหมดลงไปเอง

    1/16/2008

    ความแตกต่างระหว่างคำว่า "แพ้" กับ "ล้มเหลว"

    ความแตกต่างระหว่างคำว่า "แพ้" กับ "ล้มเหลว"
    ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
    ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่าน
    หนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
    ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
    ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
    ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า
    "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
    ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

    ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอ ยต์
    ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
    ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
    ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
    ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
    ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
    ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้ง
    ที่สอง

    ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนัก
    ดนตรี
    ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบ ริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
    ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียง
    เพลงของพวกเขา
    และกลุ่มนัก
    ดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
    ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

    ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
    ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
    ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรีย น
    ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุด
    ในโลก

    ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่ง
    เพลงชาวเยอรมัน
    ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
    ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
    ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลาย
    ชีวิตประพันธ์เพล งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
    ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์
    เพลงชื่อก้องโลก

    ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
    ชายคนนั้น...เคยมี
    ชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
    ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป ็นผู้สูงอายุแล้ว
    ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
    ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

    ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
    ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
    ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
    ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

    ชายคนหนึ่งเป็น
    นักร้อง
    ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
    ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุก
    มากกว่า"
    ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

    หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
    หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลู
    บุ๊คโมเดลลิ่งเอเจ นซี่
    หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลู
    บุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า
    "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
    หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร"
    นั่นเอง

    ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
    ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
    ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
    ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุน
    เพียง 100 เหรียญสหรัฐ
    ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของ
    โลก

    ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
    ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
    ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
    ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินท ุนกับ แอปเปิ้ล
    คอมพิวเตอร์
    ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิ ทธิพลมากที่สุดในโลก
    ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "
    บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครอง
    สินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

    ผมเชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

    แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว

    คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก

    เพื่อน!! สำคัญ เสมอ'

    31062

    เพื่อน!! สำคัญ เสมอ'
    ระหว่างเพื่อนกะ แฟน...


    ++ อาหาร ++
    เพื่อน: ข้าว ราดแกง / ก๋วยเตี๋ยว ราคาไม่เกิน 30แดกไรแพงๆวะ เปลืองชิบ
    แฟน: กินอะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ ข้าว - สปาเกตตี้
    เฟรนฟรายซ์ ซูชิ ฯลฯ สั่ง กันไป… มื้อละร้อยขึ้น
    --------------------------
    ++ ข้ามถนน ++
    แฟน: ข้ามได้ มั้ย ระวังนะครับ! จับมือผมไว้
    เพื่อน: ………อ้าว! เหี้ย… รอกูด้วย(แม่งข้าม ไปนานละ)
    --------------------------
    ++ เวลาเดิน ++
    แฟน: แนบชิดประหนึ่ง ตัวดูดแบบสุญญากาศ
    เพื่อน: เฮ้ย! ไปไกลๆกูหน่อยดิ ร้อนจะตาย ห่า!!
    --------------------------
    ++ บนรถเมล์ ++
    แฟน: นั่งก่อนเลย ครับ เดี๋ยวผมยืนเอง
    เพื่อน: เหยิบหน่อยดิวะ กูจะนั่งด้วย!
    --- -----------------------
    ++ เงิน ++
    แฟน: มีเสมอ..จ่ายไม่อั้น
    เพื่อน: ไม่มีเสมอ... มึงออกไปก่อนละกัน เดี๋ยวกูให้(แร้วแม่งก็ชิ่ง)
    ------------- -------------
    ++ มา สาย ++
    แฟน: ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้
    เพื่อน: ทำห่าไรอยู่ วะ มาโคตรช้าเลย สาด ...เลี้ยงข้าวกูเลย(เพิ่งจะมาก่อนแม่ง ได้ 5 นาทีเหมือน กัน)
    --------------------------
    ++ ช่วยทำธุระ ++
    แฟน: ว่าง เสมอ - อ๋อ ว่างครับ จะให้ไปถึงที่นั่นกี่โมงดี จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า
    เพื่อน: ไม่เคยว่าง - ขนของย้ายห้องเหรอวะ .. เออ...ที่จริงก็ได้นะ แต่พอดีแม่ กูให้ช่วยพาไปหาญาติๆฝ่ายแม่ว่ะ
    แล้วบ่ายๆ ต้องไปหาของฝ่ายพ่ออีก คงไม่ว่างแล้วละ
    -------------------------
    ++ กลับบ้านดึก ++
    แฟน: เดี๋ยวผมนั่งรถไปส่งดีกว่านะ กลับคนเดียว อันตราย
    เพื่อน: กลับยังไงวะมึง มีค่ารถป่าว แต่กูไม่มีให้ยืมนะ เว้ย
    --------------------------
    ++ ป่วย ++
    แฟน: เป็นไรมากมั้ย? กิน ยายังคับ ห่มผ้าด้วยนะ(แม่งดูแลแม่อย่างนี้ป่าววะ)
    เพื่อน: เป็นห่าไรอีกวะ สำออยอะดิมึง… ออกมาให้ไวเลย แดกเหล้ากัน
    -------------------------- -
    ++ สอนหนังสือ ++
    แฟน: ไม่เข้าใจตรงไหนบอกนะ ครับ จะอธิบายให้ใหม่
    เพื่อน: กูสอนมึง 3 รอบแล้วนะ ห่านี่ แดกหมาแทนข้าวไง วะ
    --------------------------
    ++ วาเลนไทน์ ++
    แฟน: ให้คุณได้ ทุกอย่าง ยกเว้น ดาว เดือน และ ขนหน้าอก
    เพื่อน: ……………(วันนี้มันไม่มีตัว ตน)
    --------------------------
    ++ โดนทิ้ง ++
    แฟน: เราไปกันไม่ได้ / อย่า มายุ่งกับเรา / ไปไหนก็ไปรำคาญ (so sad)
    เพื่อน: ไม่เป็นไรเว้ย! ช่างแม่ง … มึงยังมีกูอยู่


    1/4/2008

    เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน

    เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน

    เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตแต่ละคนจะผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย และ มันจะค่อยๆ สะสมและตกตะกอน จนสามารถสรุปออกมาได้เป็นประโยคสั้นๆ...ดังนี้

    ทั่วไป

    1. ไม่ว่าวันนี้จะเลวร้ายแค่ไหน จงยิ้มเข้าไว้...เพราะพรุ่งนี้อาจจะเลวร้ายยิ่วกว่า
    2. คำว่า “พรุ่งนี้” ของคนขายลอตเตอรี่ ไม่ใช่คำมั่นสัญญา แต่เป็นปรัชญาที่ต้องตีความ...เหมือนคำพูดของนักการเมือง ตอนหาเสียง
    3. สิ่งที่คนเมาพูด คือ สิ่งที่คนปกติคิด
    4. ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ดียังไง มันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ ที่ต้องให้คุณคิดหาทางแก้ไขต่อไป...เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย
    5. ทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด...แต่วิธีที่ง่ายที่สุด จะพบหลังจากใช้วิธียากที่สุดไปแล้ว
    6. อะไรก็ตามที่คุณอยากจะถาม...เป็นไปได้ว่า มันคือ สิ่งที่คุณไม่ควรจะรู้
    7. คนเรามักจะพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด ในเวลาที่ไม่เหมาะที่สุด และกับคนที่ไม่น่าจะพูดที่สุด
    8. สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดที่สุด คือ สินค้าที่คนโง่ที่สุดใช้เป็นและอยากจะใช้ แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ตาม
    9. เมื่อคุณ มาประชุมสาย ประธานจะมาตรงเวลา และเมื่อคุณมาตรงเวลา การประชุมเลื่อนไปไม่มีกำหนด
    10. อะไรก็ตามที่คุณคิดได้ และรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆ คุณก็จะพบว่า มีคนอื่นที่ไหนสักแห่ง คิดมาแล้ว

    เกี่ยวกับความรัก

    1. คนดีๆ...ล้วนมีเจ้าของไปหมดแล้ว (เหมือนที่จอดรถ)
    2. ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่...มันก็ต้องมีเหตุผลหละนะ (ไม่เหมือนที่จอดรถ)
    3. อะไรที่คุณเอะใจว่า มันจะดีเกินจริง...เป็นไปได้มากว่า มันไม่จริง
    4. ความรัก ก็เหมือนการรอรถเมล์...สายที่ไม่อยากขึ้น ก็มาจัง ส่วนสายที่ต้องการจะขึ้น ก็รอไปเถอะ พอมา ก็ไม่จอด, พอจอด ก็คนแน่น ขึ้นไม่ได้, พอขึ้นได้ รถก็ไปตายกลางทางอีก
    5. ความรักก็เหมือนกับเหรียญ แหวน หรือชิ้นส่วนเล็กๆ เพราะเมื่อไหร่ที่มันหลุดมือตกลงพื้น มันจะต้องกลิ้งไปยังซอกที่มืดที่สุด จนเรามองไม่เห็น และเอื้อมไม่ถึง
    6. รถไฟอาจจะวิ่งบนราง แต่อย่าด่วนสรุปว่า มันวิ่งไปทางไหน โดยดูจากราง เพราะเมือเหลียวกับมามองอีกที รถไฟขบวนนั้นอาจจะวิ่งผ่านคุณไปแล้วก็ได้
    7. สวย หรือหล่อ ไม่ได้อยู่ที่คำจำกัดความ แต่อยู่ที่จินตนาการ
    8. ความรัก สวนทางกับกฏฟิสิกส์ นั่นคือ เมื่อเราให้ความรักกับใครมากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับตอบแทนกลับมาเป็นสัดส่วนผกผันกลับ
    9. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “เป็นเพื่อนกัน” แปลว่า ต้องการจะเลิกคบกัน
    10. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “มีอะไรต้องคุยกัน” แปลว่า ไม่ต้องการคุยกันอีกแล้ว
    11. ความรักทำให้คนตาบอด, การแต่งงาน ช่วยให้คนตาสว่าง

    กฏธรรมชาติ

    1. ผู้หญิง...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเธอ เพราะเธอต้องการให้คุณคิดเอาเองว่า เธอจะบอกอะไร
    2. ผู้ชาย...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเขา เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการโอ้อวดสรรพคุณตัวเอง จนไม่รู้ว่าต้องการจะบอกอะไร
    3. ผู้ชาย หยิ่งในเรื่องโง่ๆ จนไม่อาจเข้าใจได้
    4. ผู้หญิง หยิ่งในเรื่องลึกซึ้ง จนสุดจะเข้าใจได้
    5. ผู้ชาย ความจำสั้น (มาก)
    6. ผู้หญิง ความจำยาย (มากจนเหลือเชื่อ)
    7. กีฬาโปรด ของผู้หญิงคือ ชอปปิ้ง
    8. กีฬาโปรดของผู้ชาย คือ การพนัน
    9. ผู้ชายใจแคบ และบ้าศักดิ์ศรี
    10. ผู้หญิง ใจอ่อน และเห่อสวยงาม

    กฏเกี่ยวเนื่อง
    1. ถ้าต้องการความเห็นใจ ไปหาเพื่อนหญิง (กฏข้อง10)
    2. ถ้ามีปัญหา อย่าไปหาเพื่อนชาย เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังต้องไปนั่งฟังปัญหาเพิ่ม (กฏข้อ 9 และข้อ 2)
    3. อย่าให้เพื่อนชายยืมเงิน (ตามกฏข้อ 5)
    4. อย่าให้เพื่อนหญิงยืมเงินเช่นกันเพราะเธอจะเอาไปให้เพื่อนชายที่คุณเพิ่งปฏิเสธไป ยืมอีกต่อหนึ่ง (ตามกฏข้อ 10)

    กฏความสัมพันธ์
    1. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนหญิงที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากเป็นครอบครัวเดียวกับเธอ
    2. หลีกเลี่ยงเพื่อนชาย ที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหามากกว่าที่มีอยู่เดิม
    3. หลีกเลี่ยงเพื่อนรุ่นพี่ (เพศเดียวกัน) ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้ารับใช้
    4. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนรุ่นพี่หญิง ถ้าไม่อยากเป็นคุณหนู
    5. เมื่อไหร่ที่เพื่อนชาย พยายามมีเหตุผล นั่นแปลว่า “กูต้องการอะไรจากมึง”
    6. เมื่อไหร่ที่เพื่อนหญิง พูดหวาน นั่นแปลว่า “ชั้นต้องการอะไรจากเธอ”
    7. (สำหรับผู้ชาย) อย่าคบเพื่อนหญิงสวย ถ้าคุณไม่อยากช่วยหิ้วของเดินตามต้อยๆ ในห้างสรรพสินค้า
    8. อย่าคบเพื่อนหล่อ/สวย ถ้าคุณไม่อยากรับบทตัวประกอบพระเอก
    9. (สำหรับผู้ชาย) อย่าหวังชนะใจเพื่อนหญิง ด้วยการช่วยงาน หรือการบ้าน เพราะเธอจะคิดว่าคุณโง่ และเหตุผลเดียวที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อรับใช้เธอ
    10. อย่าหวังชนะใจเพื่อนชาย ด้วยการเลี้ยงเหล้า เลี้ยงข้าว เพราะเขาจะคิดว่า คุณโง่ แล้วยังอวดรวย

    1/1/2008

    สิ่งที่เราเข้าใจกลับไม่เข้าใจ

     สิ่งที่เราเข้าใจกลับไม่เข้าใจ


    สิ่งที่เราเข้าใจกลับไม่เข้าใจ
    สิ่งที่เข้าใจ : นักการเมืองต้องทำงานเพื่อประเทศและผลประโยชน์ของประ เทศ
    สิ่งที่ไม่เข้าใจ : นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง5ปีที่ออกมาเรียก ร้อง แทนที่จะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเ ทศ อาจเป็นเพราะทำอย่างอื่นไม่เป็นหรือทำอย่างอื่นแล้วไ ม่ได้ผลประโยชน์ เท่ากับการอยู่ในวงการการเมือง พวกเขากำลังทำเพื่อใครและผลประโชน์ของใคร (แล้วที่นี้ประเทศกรูจะพึ่งใครได้ล่ะเนี่ย)
    สิ่งที่เข้าใจ : ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมายและทำให้ประชาชนรู้สึกปลอด ภัย
    สิ่งที่ไม่เข้าใจ : ทำไมเวลาเจอตำรวจเราจะรู้สึกไม่ปลอดภัยและรู้สึกว่าก ำลังโดนกดขี่อยู่ตลอดเวลา ถ้าคุณขับรถยนต์หรือขี่จักยานยนต์จะเข้าใจทันทีว่าทุ กครั้งที่เจอตำรวจจราจรเราจะรู้สึกเหมือนกำลังจะโดนจ ับทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม
    สิ่งที่เข้าใจ : เกมส์มีหน้าที่สร้างความผ่อนคลายและคลายเครียดในเวลา ว่าง
    สิ่งที่ไม่เข้าใจ : ทำไมเด็กไทยถึงเล่นเกมส์มากกว่าเรียนหนังสือ อีกทั้งยังเอาจริงเอาจังกับการเล่นเกมส์มากกว่าการเร ียน (55 กรูก็เล่นนี่หว่า)
    สิ่งที่เข้าใจ : ประเทศไทยส่งข้าวออกเป็นอันดับแรกๆของโลก
    สิ่งที่ไม่เข้าใจ : ทำไมชาวนาไทยถึงจนจังว๊ะ

    ความหมายของ เพื่อน

    `๏’ ความหมายของ เพื่อน `๏’




    คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง คอยฟัง ยามเพื่อนขอ

    คอยรอ ยามเพื่อนสาย คอยพาย ยามเพื่อนพัก

    คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์ คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ

    คอยง้อ ยามเพื่อนงอน คอยสอน ยามเพื่อนผิด

    คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ คอยเจอ ยามเพื่อนหา

    คอยลา ยามเพื่อนกลับ คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน

    คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น

    คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน คอยหอน ยามเพื่อนเห่า

    คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ คอยอุบ ยามเพื่อนปิด

    คอยคิด ยามเพื่อนถาม คอยปราม ยามเพื่อนหลง

    คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด

    คอยอด ยามเพื่อนทาน คอยคาน ยามเพื่อนล้ม

    คอยชม ยามเพื่อนชนะ คอยสละ ยามเพื่อนชอบ

    แล้ว "เพื่อน" ในความหมายของคุณล่ะ....เป็นแบบนี้มั๊ย

    อย่าลืมให้ความสำคัญกับคนที่คุณเรียกว่า "เพื่อน" นะ โดยเฉพาะถ้าเค้าคือเพื่อนจริงๆ

    ... เธอทุกข์ - ฉันทุกข์ เธอสุข – ฉันสุข.....