Wor.'s profileAll In The State Of MindPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    3/26/2008

    ขวากหนาม กับ การเดินทาง...

    m31934

    ชีวิตของคนเรา ก็เหมือนกับการเดินทางบนเส้นทางสายหนึ่ง
    ซึ่งทุกคนก็รู้ว่ามันไม่ได้เป็นทางเรียบรื่น หรือโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเส้นทาง
    บางครั้งมันก็มีขวากหนามกั้น
    บางครั้งมันก็มีสิ่งล่อลวงข้างทางที่จะทำให้เราลุ่มหลงไปกับมัน
    จนทำให้เราเสียเวลาในการเดินทาง

    ชีวิตฉันก็อยู่บนเส้นทางสายนี้
    ฉันเดินทางมาบนเส้นทางสายนี้เป็นเวลา 30 ปีกว่าแล้ว
    ฉันได้พบสิ่งต่างๆ มากมายบนเส้นทางสายนี้
    ทั้งดีและร้าย
    ฉันได้พบเพื่อน พบมิตรภาพ และแม้กระทั้งพบผู้ที่ประสงค์ร้ายกับฉัน
    บางครั้ง ฉันก็พบกับคนที่จะร่วมเดินทางไปกับฉันด้วย
    แต่สุดท้ายเราก็ต้องแยกจากกัน
    เพราะเราต่างไม่เปิดใจให้แก่กัน
    บางครั้ง สิ่งที่เค้าพูด ฉันก็ฟังไม่รู้เรื่อง
    เราไม่เข้าใจกัน......
    ในยามที่ฉันล้ม เค้าไม่ช่วยดึงมือฉัน
    เค้าชอบเดินนำหน้าฉันไปก่อน และฉันต้องวิ่งตามเค้าตลอด
    จนสุดท้ายฉันก็วิ่งตามเค้าไม่ทัน
    และเค้าก็ได้ไปพบกับผู้ร่วมทางคนใหม่ที่เดินเร็วพอๆ กันกับเค้า
    ริมทางถนนชีวิตของฉัน น้อยนักที่จะพบดอกไม้ที่สวยงาม
    มันมีแต่ขวากหนามมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ฉันเกิด
    บางครั้งฉันเห็นขวากหนามที่มีสีสันแปลกตา
    ฉันก็เข้าไปจับและสัมผัสมัน เพราะคิดว่ามันจะเป็นมิตรและไม่ทำร้ายฉัน
    แต่สุดท้าย มันก็ทำให้ฉันเป็นแผล เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง
    และบางแผลก็ยังเป็นแผลเป็นมาจนทุกวันนี้ บางแผลเป็นก็เริ่มจางลงบ้างแล้ว
    บางแผลมันยังเด่นชัดอยู่ เพราะมันเป็นแผลที่ลึกเกินไป
    ฉันไม่อาจลบมันไปได้ เพราะมันฝังอยู่ในเนื้อหนังของฉันเอง

    และทางที่ฉันเดินมันก็ยังมีฝุ่นเยอะ
    ฝุ่นมันค่อยๆ เกาะติดฉัน จนผิวหนังของฉันที่สะอาดมาตั้งแต่แรกเกิด
    ในบัดนี้มันเริ่มเป็นสีขุ่นๆ หมองๆ ซะแล้ว
    ฉันก็ปัดมันออกบ้าง
    แต่มันก็ยังออกไม่หมดอยู่ดี
    ระยะเวลา 30 กว่าปี ที่ฉันเดินทางมา
    มันสอนให้ฉันรู้อะไรหลายๆ อย่าง
    สอนให้รู้ว่าสิ่งที่สวยงามบางอย่าง มันไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด เราเห็น
    และหนาม ยังไงมันก็คือหนาม มันพร้อมจะทำร้ายเราทุกเมื่อที่เราเผลอ...
    วันนี้...ฉันเดินทางมาเรื่อยๆ โดดเดี่ยว เงียบเหงา
    ฉันพบหนามข้างทางอีกแล้ว
    ฉันไม่เข้าไปแตะต้องมัน เพราะฉันกลัวและเข็ดกับพิษภัยของมัน
    กลัวขนาดที่ว่า บางครั้งเห็นดอกไม้สวยๆ ยังไม่กล้าสัมผัส
    เพราะกลัวมันจะแฝงไปด้วยพิษภัย
    แล้วสุดท้ายก็มีคนมาเด็ดมันไป
    ความกลัว...มันทำให้ฉันพลาดโอกาสดีๆ อีกแล้วล่ะ

    ฉันเดินไปเรื่อยๆ เหมือนให้แค่ผ่านๆ ไปเท่านั้น
    หวังว่าสักวันหนึ่ง ฉันจะถึงปลายทางสักที
    จบสิ้นการเดินทางสักที

    บางคนอาจจะคิดว่าปลายทางของฉันคือการประสบความสำเร็จในชีวิต
    มีการงาน มีชีวิตที่ดี
    แต่เปล่าเลย...การมีการงาน มีชีวิตที่ดี....แต่เราก็ยังต้องเดินทางต่อไปอยู่ดี...ใช่ไหม
    ปลายทางของฉันคือ "ความตาย" ต่างหาก....
    การจบสิ้นการใช้ชีวิตนั่นแหละ คือจุดจบการเดินทางของฉัน
    และจุดจบการเดินทางของทุกคน

    ฉันได้แต่เพียงเฝ้ารอให้มันถึงจุดจุดนั้น
    แต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่ฉันจะจบการเดินทางของฉันด้วยตัวของฉันเอง
    ฉันไม่เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายเลย
    แล้วคุณล่ะเคยคิดมั้ย...
    *เส้นทาง คือ การดำเนินไปของชีวิต บางคนยาว บางคนสั้น แต่อย่าจบการเดินทางด้วยตัวเอง ปล่อยให้มันสิ้นสุดโดยธรรมชาติดีกว่า

    3/21/2008

    ระยะทาง..ของอนาคต

    Tum35260
     
    อนาคตคือทางอยู่ข้างหน้า
    อนาคตต้องไขว่คว้าจึงจะเห็น
    อนาคตคือสิ่งที่จำเป็น
    อนาคตมีใครเห็นบ้างสักคน
    ทุกคนทำทุกอย่างเพื่ออนาคต
    ทุกคนสู้ไม่ลดไม่มัวบ่น
    ทุกคนฝันข้างหน้าไม่มืดมน
    ทุกคนบ่นว่าท้อแต่ก้าวไป
    วันนี้คือเส้นทางอนาคต
    วันนี้อย่าหมด อย่าหวั่นไหว
    วันนี้ต้องทำดีมากเท่าไร
    วันนี้ต้องทำได้ในสิ่งดีงาม
    อนาคตต้องเริ่มต้นตรงวันนี้
    อนาคตจะต้องดีอย่าผลีผลาม
    อนาคตทำวันนี้ให้ดีงาม
    จงใช้ธรรมสร้างวันนี้เพื่อสิ่งดีดีตลอดไป

    พักใจ : ข้อคิดคนฉลาด


    คนฉลาดย่อมไม่เคยคิดว่าคนอื่นโง่
    และคนโง่มักคิดว่าตนเองฉลาด
    คนที่ดูถูกคนอื่นว่าโง่ บางทีตัวเองอาจโง่ยิ่งกว่า
    และมีแต่ละบุคคลประเภทนี้เท่านั้น
    ที่มักถูกผู้อื่นหลอกลวงอยู่เสมอ
     

         สิ่งที่เราไม่ชอบ บางครั้ง ... เราก็จำเป็นต้องรู้ อย่าปิดกั้นตัวเองให้ห่างไกลจากสิ่งที่ไม่ชมชอบเลย เพราะในโลกนี้สิ่งที่ทำร้ายเราได้ง่ายที่สุด ก็คือ สิ่งที่เราไม่ยอมรู้และไม่เคยเข้าใจ

         ชีวิตเป็นของเธอ ทางเดินชีวิตย่อมเป็นของเธอ สองขาของเธอ จงก้าวไปตามทางนั้น ทำในสิ่งที่เธอถนัดและเข้าใจ เธอจะไปได้ดีเท่าที่เธอควรจะไป หากอยากจะถามหาความจริงใจจากใครต่อใคร ต้องเริ่มถามหาที่ตัวเธอเองก่อนว่ามีความจริงใจเพียงพอหรือไม่

         ชีวิต..ไม่เคยมีคำว่าสาย หากก้าวหลงเดินทางผิด ย่อมกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ อาจจะช้ากว่าที่ควรจะเป็นไป แต่ก้อยังดีกว่าดิ่งลึก จมลงในความเลวร้ายทุกที ทุกที

    อย่าพยายามยัดเยียดความสุข หรือสิ่งที่เราคิดว่าดี ให้กับใครต่อใคร เพราะมันอาจจะกลับกลายเป็นความทุกข์ ทุกข์ทั้งผู้ให้ ทุกข์ทั้งผู้รับ

    เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าชีวิตต้องการอะไร ? ถาม ... และหาคำตอบให้แน่ใจ และเข้าใจให้ถ่องแท้ เมื่อนั้นเราจะก้าวต่อไปข้าวหน้าอย่างเชื่อมั่น และถูกทิศทางกว่าเดิม โลกเรายังคงหมุนไปทุกวัน หากวันนี้เราหยุดนิ่ง พรุ่งนี้ ......... เราก็แทบวิ่งตามไม่ทัน

    ชีวิตที่มีคุณค่า คือการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า อย่าปล่อยให้วันเวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์เลย มาเริ่มต้นสรรค์สร้างสิ่งดีดีให้กับชีวิตของเราเถิด

    อย่าไปคิดว่า คนที่นั่งอยู่ในร่มไม้กลัวแสงแดด อย่าไปคิดว่า คนที่ฟุบหลับอยู่นั้นเป็นคนเกียจคร้าน อย่าไปคิดว่า คนที่หกล้มเป็นคนอ่อนแอ

    จงอย่าใช้เหตุผลของเธอ ตัดสินความหมายในสิ่งที่เธอเห็น โดยที่ไม่รับฟังเหตุผลจากอีกฝ่ายหนึ่งให้ดีเสียก่อน
     

    เพื่อน...ในนิยามของคุณคืออะไร

    เพื่อน...ในนิยามของคุณคืออะไร> > >> >

    m34455
    > > > ไม่ต้องตอบก็ได้...เพราะในใจเรายังมีคำๆนั้น> > >> >
    > > >เพื่อนแท้...หรือศัตรู...เพื่อนที่เราเกลียด...แต่กลับช่วยเราทั้งๆที่ คาดไม่ถึง...
    > > >กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... มีเด็กผู้หญิงสองคน...เป็นเพื่อนกัน...
    > > >เด็กผู้หญิงคนแรก...ชื่อ สายน้ำ ส่วนอีกคน..ชื่อสายฝน
    > > >สายน้ำและ สายฝน...เกิด วัน เดือนและปีเดียวกัน...
    > > >แต่ทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว...
    > > >สายน้ำ...ทั้งเรียนเก่ง หน้าตาสะสวยและน่ารัก เพื่อนรายล้อมมากมาย...
    > > >กีฬาก็เด่นแถมเป็นที่รักของใครต่อใครอีกต่างหาก
    > > >ต่างจากสายฝน ที่หน้าตาผิวคล้ำแบบคนเอเชีย..เรียกว่าพอไปวัดไปวาไหว
    > > >เธอเป็นคนเงียบๆจึง ไม่ค่อยมีใครสนใจ การเรียนก็พอถูไถ อยุ่ในขั้นปานกลางถึงดี
    > > > ไม่ใช่ยอดเยี่ยมและติดอันดับสูงสุดราย วิชาเหมือนสายน้ำ...เธฮจึงจัดอยู่ในพวก ธรรมดา...
    > > > สายฝน จึงมีเพื่อนเพียงไม่กี่คนและหนึ่งในนั้นคือสายน้ำ
    > > >ทั้งๆที่ทั้งคู่แตกต่างกันแต่ก็สนิทกันมาก เรียกได้ว่า ปาท่องโก๋เลยทีเดียว...
    > > >สายฝนก็แอบอิจฉาสายน้ำลึกๆตลอดมา เพราะ สายน้ำเหมือนจะดีกว่าไปซะหมด
    > > > แต่ยังไง...เธอก็ไม่อยากทำร้ายสายน้ำเพราะสายน้ำคือ เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ... >
    > > >
    > > >
    > > >วันหนึ่ง..ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สายใยมิตรภาพของทั้งคู่...ไม่เหมือน เดิม >
    > > >ใยบางๆที่ตอนนี้เหมือนมี อะไรมาขวางกั้น...ที่จะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ...ตั้งแต่ตอนนั้น...
    > > >
    > > >สายน้ำชอบทำกิจกรรม และเรียนดี อาจารย์จึงชอบเรียกไปช่วยงานเรื่อยๆ
    > > >นั่นทำให้เด็กสาวได้พบกับ แบงค์' รุ่นพี่ร่วม สถาบัน...
    > >'>ทุกอย่างดูเหมือนจะไปด้วยดี แต่ไม่ใช่สำหรับสาย น้ำและสายฝน...
    > > >สายน้ำ เรื่มห่างเหินจากสายฝนอย่างไม่รู้ตัว...เธอเสียเวลาส่วนมากไปกับชายหนุ่ม..
    > > >เธฮไม่กลับบ้านกับสายฝน แต่กลับกับเขา เธฮไม่ทานข้าวกับสายฝน แต่ทานกับเขา
    > > >วันๆเอาแต่คิดถึงเรื่องเขา
    > > >สายฝนรุ้สึกว่า แบงค์..เป็นคนไม่ดี...จึงบอกสายน้ำด้วยความห่วงใย แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็น...
    > > >คำปฏิเสธในความหวังดี และไล่ให้ไปไกลๆ...
    > > >สายฝนไม่รู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใครแต่ก็อยากให้เพื่อนมีความสุข
    > > >จึงปล่อยไปและไม่นึกติดใจ แต่ก็ เป็นห่วงอยู่ลึกๆ...
    > > >



    > > >สายฝนวาดรูปเก่ง...นั่นเป็นอย่างเดียวที่เธอถนัด...
    > > >เธอชนะการประกวดและแบงค์ ก็เริ่มเข้ามาตีสนิท...



    > > >โดยไม่รู้ว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อน กัน
    > > >สายฝน...ไม่ได้คิดอะไรเพียงแต่ เตือนสายน้ำให้ห่างจากคนๆนี้เพราะเธอรู้สึกถึงลาง ร้าย
    > > >ทว่าสายน้ำ...กลับหึงหวง ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ เธอ...
    > > >หลังจากนั้น สายน้ำ...ก็ เปลี่ยนไปราวกับคนละคน



    > > >เธอเข้าใจผิดนะ สายน้ำ...ฉันอยาก จะบอกเธอเหลือเกิน
    > > >สายน้ำคบเพื่อนใหม่ แฟนใหม่ และไม่แม้แต่มองหน้าเธอ...



    > > >
    > > >สิ่งที่อยากจะพูดไม่ได้พูด สิ่งที่อยากจะบอกฉันยังไม่ได้บอก
    > > >เธฮโกรธฉันใช่ไหม...แต่ฉัน ยังเป็นเพื่อนฉันเสมอนะ...
    > > >
    > > > วันนั้นก็ เหมือนทุกวัน สายน้ำกลับกับคนรัก...ส่วนสายฝนยังกลับคนเดียว
    > > >สายฝนลอบมองสายน้ำห่างๆด้วยความเป็น เพื่อน...
    > > >แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สายฝนคิดก็เกิด ขึ้น...ระหว่างทางกลับบ้านของสายน้ำ...



    > > >สายฝนเห็นทั้งสอง คนพากันเข้าโรงแรม...ไม่สิถูกหลอกมากกว่า...
    > > >ต้องไปช่วย...คำเดียวที่เกิด ขึ้นในสมองของสายฝน
    > > >สายน้ำกำลังจะถูกชายที่ตนไว้ใจหลอกไปขืนใจแล้วทิ้ง..หลังจากทานข้าวที่ ถูกวางยาเสร็จแล้ว...
    > > > นี่คือสิง่ที่เธฮได้ยินมา จะทันไหม นะ..
    > > >แต่ยังทันเวลา...ทั้งคู่ยังยืนอยู่หน้าร้านอาหาร...>
    > > > สายฝนดึงสายน้ำออกห่างจากคนๆนั้นแล้วพาวิ่งออกมา จึงหยุดในที่แห่งหนึ่ง
    > > >สายน้ำ ยังเย็นชากับสายฝนเช่นเคย..มิหนำซ้ำยังดูจะโมโหอีกด้วย
    > > >เพี ยะ...เสียงฝ่ามือเรียวๆของสายน้ำมาทาบที่ใบหน้าของสายฝน>
    > > >"ฝน..เธอรุ้ไหมเขากำลังจะพาฉันมาทานข้าว...เรากำลังจะมี ความสุข..เธอจะทำให้ เขา โกรธไหม..."
    > > >สายน้ำตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
    > > >"เธอหักหลังฉันมาแล้ว ยังไม่พอใจ จะขัดขวางความสุขฉันอีกเหรอ แค่กินข้าวกับคนรัก...
    > > > ไม่ให้ฉันทำ งั้นเหรอ..เธอกำลังจะแย่งเขาไปจากฉันใช่ไหม"
    > > >และคำพูดที่ไม่น่าจะได้ยินที่สุดก็ถูกเปล่งออกมาจากปากของสายน้ำ
    > > >"ฉันเกลียดเธอฝน...เราไม่ใช่เพื่อนกันอีก ต่อไป!!!"



    > > >แล้วสายน้ำก็จากไปโดยทิ้งสายฝนยืนอยุ่ตรง นั้น..
    > > >"ฉันเกลียดเธอฝน...เราไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไป!!!"
    > > >"ฉันเกลียดเธอฝน...เราไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไป!!!"
    > > >"ฉันเกลียดเธอฝน...เราไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไป!!!"
    > > >ประโยคเดิมๆซ้ำก้องอยุ่ในหัวของสายฝน...ภาพเหตุการณ์นั้นผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    > > >น้ำ...ฉันผิดใช่ไหม ฉันขอโทษนะ ฉันขอโทษ
    > > >ฉันทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เรากลับมาเหมือน เดิม..เธอกำลังเข้าใจผิดนะ... เชื่อฉันเถอะ..
    > > >ฉันขอโทษนะน้ำ..ฉันเหลือเวลาอีกไม่มาก...ให้อภัยฉันได้ไหม...เราจะเป็นเหมือนเดิมได้หรือเปล่า





    > > >ตอนนี้สายฝนอยู่บนเตียงในโรง พยาบาล...
    > > >เธอคงจะอยู่ได้อีกไม่ นาน...เธอเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำและมะเร็งที่ไขสันหลัง..ระยะสุดท้าย...
    > > >รักษาหายได้แต่เธอไม่อยากทนทรมาน จึงตัดใจ..ไม่ รักษา
    > > >เธอนอนรอความตายอยุ่ตรง นี้..รอวันที่มัจจุราชจะมาพรากเธอไป
    > > >แต่เสียงของนางพยาบาลกับคุณหมอก็ดังมากระทบประสาทของเธอ
    > > >"หมอคะ..คนไข้อาการสาหัสต้องการเลือดด่วน ค่ะกรุ๊ปเอบีเนกาทีฟ"> >
    > > >"ไม่มีเลือดเหลือในคลังเลยทำ ยังไงดี ต้องการด่วน"
    > > >"โทรไปบอกคลังเลือดว่าต้องการ เลือดเอบีเนกาทีฟด่วยที่สุด..ให้นางสาวสายน้ำ เจริญ ใจ.."
    > > >สายน้ำ...เจริญใจ...โชคชะตา เล่นตลกอีกแล้วสินะ...คนไข้เตียงข้างๆที่เธอไม่ได้ เอ่ย ปาก
    > > >คำขอโทษให้คนๆนั้นฟัง



    > > >"หมอคะ...ไม่ต้อง ค่ะ เอาลือดหนูไปได้ไหมคะ"
    > > >"แต่..."



    > > >"หนูขอร้องค่ะ..เกล็ดเลือดหนูต่ำก็จริงแต่หนุอยากช่วย ขอร้อง นะคะ เลือดของหนูอาจเป็นประโยชน์ >> > > >มากกว่านะคะ"
    > > >
    > > >นี่คือเสียงของตัวเธอเอง...ใช่แล้ว...เธฮเลือด กรุ๊ปเดียวกับสายน้ำ
    > > >คนหนึ่งอยุ่ ส่วนอีกหนึ่งสูญสลาย...สายน้ำรอด เธอตาย...
    > > >



    > > >ภาพโรงพยาบาลดูเบลอๆ ความทรงจำเก่าๆผุดขึ้นมาราวกับฉายภาพยนตร์>
    > > >ภาพหาดทรายสีขาว...เด็กสองคนเกี่ยวก้อย"เราจะเป็นเพื่นกันตลอดไป"> > >>
    > > >ภาพเด็กสองคนคนหนึ่งล้มจากจักรยาน อีกคนพยุงทำแผลให้>
    > > >ภาพเด็กคนนึงร้องไห้อีกคนเข้า มาปลอบ
    > > >ภาพเด็กคนหนึ่งได้รับรางวัล เรียนดี อีกคนยิ้มแก้มแทบปริ
    > > >ภาพเด็ก คนหนึ่ง..และอีกคนหนึ่ง เธอและสายน้ำ
    > > >บบบบบบบบบบบบบบบบ...สัญญาณหัวใจขาดหาย พร้อมกับน้ำตาหนึ่งหยด
    > > >ที่ รินออก จากดวงตาของสายฝน...> > >> > > สายน้ำ...ฉันอาจไม่ใช่เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ
    > > >แต่เธอ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน
    > > >เรายังเป็น เพื่อนกันเสมอ...ฉันจะเป็นเพื่อนของเธอ..ตลอดไป>
    > > >สายน้ำฟื้นขึ้นมาพอรุ้ชื่อคนบริจาคเลือดก็ตา โต...และร้องไห้เมื่อได้รู้ว่าคน>
    > > >ที่เธออยากจะขอโทษเช่น กัน..จากไปเมื่อนาทีก่อน...> > >> >
    > > >จะสายไป ไหมฝน..ที่ฉันจะบอกว่า เรายังเป็นเพื่อนกัน> >
    > > >จะสายไป ไหมฝน..ที่ฉันจะบอกว่า วันนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจ> >
    > > >จะ สายไปไหมฝน..ที่ฉันจะบอกว่า เธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน> >
    > > >จะสายไปไหมฝน..ที่ฉันจะบอกว่า ฉันไม่เคยโกรธเธอ ฉันน่าจะเชื่อเธอ ตั้งแต่แรก>
    > > >พี่เขาถูกจับแล้วล่ะ...ข้อหาพรากผู้ เยาว์ ข่มขืน แล้วฆ่า.. ถ้าไม่มีเธอป่านนี้ฉัน จะเป็นยังไง
    > > >จะสายไปไหมฝน..ที่ฉันจะบอกว่า ฉันขอบคุณ> > > จะสายไปไหมฝน..ที่ฉันจะบอกว่า ฉันขอโทษ
    > > >จะสายไปไหม ฝน..ที่ฉันจะบอกว่า เธอกลับมาได้ไหม ฉันยกโทษให้เธอ เธอ ยกโทษให้ฉันนะ...ฝน...
    > > >จะสายไปไหมฝน..ที่ฉันจะบอก ว่า ชีวิตฉัน..มีเธอเคียงข้างเสมอ ฉันดีใจนะที่เราได้เป้นเพื่อนกัน
    > > >มันสายไปแล้ว ใช่...สายไปแล้ว
    > > >สายฝนไม่มีวันกลับมาได้อีก...ราวกับกำแพงอิฐในใจสายน้ำพังทลาย
    > > >สายน้ำร้องไห้ตลอดสามชั่วโมง...
    > > >เพื่อน...คือ เพื่อน...เราจะเป็นเพื่อนกัน...ตลอดไป> > > > > ตลอดไป

    m34456

    ความสุขที่ถูกมองข้าม

    ความสุขที่ถูกมองข้าม
    28912
     
    คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผินๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี

    ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล่างๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า “ชีวิต (ของผม) เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ” ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า
    “ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง”

    เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่นๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไปด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

    คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้งๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด

    แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้งๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้งๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้งๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่ แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้าที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน

    ใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มาใหม่

    มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน

    พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการมี มีเท่าไรก็ยัง อยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม บ่อยครั้ง ของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา

    จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้งๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

    ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่าและความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก “เฉยๆ” เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม

    เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ? เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน

    ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมากๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ ดี

    ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
    แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง

    คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใครๆ ก็นิยมใช้กัน นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้มีแฟนที่ดีก็ยังไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าแฟนของคนอื่นสวยกว่า หล่อกว่า หรือเอาใจเก่งกว่า แม้มีลูกที่น่ารักก็ยังไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าสู้ลูกของคนอื่นไม่ได้ แม้จะมีหน้าตาดี้ ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา

    การมองแบบนี้ทำให้ “ขาดทุน” สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง

    ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมาคาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

    บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่ามิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการมี หรือจากสิ่งที่มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการให้ กล่าวคือ ยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการไม่มี

    นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้นแม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้ เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการให้และการไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง
    3/13/2008

    เส้นทางนี้..จะให้ใครไปด้วยกัน...

    เคยลองถามดัวเองสักครั้งไหม ว่าชีวิต...ชีวิตหนึ่ง..
    ของคนคนหนึ่ง..นั้น คือ การเดินทาง..อันไกล..แสนไกล
    ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน และต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานา...
    นับประการ กว่าที่ทุกคนจะถึงเส้นชัยหรือจุดหมายปลายฝัน
    ที่ตนวาดหวังไว้

     

    *****************


    เชื่อว่าทุกคนต้องมีเส้นทางนั้นของตนเอง มีไว้เพื่อตามหา
    กอบเก็บความฝัน..ความหวัง ...ความสำเร็จ..หรือจะด้วยอะไร..
    และเพราะเหตุผลใดก็ตาม... สิ่งนั้นล่ะ คือพลัง คือกำลังใจ
    คือแรงขับ ให้การเดินทางดำเนินไปได้ คือแรงกระตุ้นให้ทุกก้าว
    ที่เดินไปถึงจุดหมาย...ปลายทาง


    ************************


    คุณคิดว่าตนเองออกเดินทางแล้วหรือยัง...
    อะไรคือจุดเริ่มต้น.......อะไรคือจุดสิ้นสุด..
    และก่อนเดินทางนั้นคุณได้วางแผนไว้บ้างหรือเปล่า..


    **********


    มันคงจะดีไม่น้อยนะ... หากระหว่างการเดินทางนั้น
    เรามีเพื่อนร่วมเดินไปด้วยกัน ...... ก้าวไปพร้อม ๆ กัน
    เดินเคียงกันไปตลอดทาง.....คอยดูแล... ห่วงใย ...
    เอาใจใส่ ไถ่ถามความเป็นไปของเรา... ปลอบใจยาม
    ที่อ่อนล้าโรยแรง...ตักเตือนเมื่อยามเดินพลาดพลั้ง
    และยิ้มรับเมื่อวันนั้นมาถึง ...วันที่เราเดินไปสุดเส้นทาง
    ได้อย่างสง่างาม ....



    คุณจะชวนใคร หรือจะให้ใคร
    เดินไปกับคุณบ้างหรือเปล่า......
    หรือคุณเข้มแข็งพอที่จะเดินคนเดียว....

     

    พักใจ : ข้อคิดคนฉลาด

    คนฉลาดย่อมไม่เคยคิดว่าคนอื่นโง่
    และคนโง่มักคิดว่าตนเองฉลาด
    คนที่ดูถูกคนอื่นว่าโง่ บางทีตัวเองอาจโง่ยิ่งกว่า
    และมีแต่ละบุคคลประเภทนี้เท่านั้น
    ที่มักถูกผู้อื่นหลอกล

    สิ่งที่เราไม่ชอบ บางครั้ง ... เราก็จำเป็นต้องรู้ อย่าปิดกั้นตัวเองให้ห่างไกลจากสิ่งที่ไม่ชมชอบเลย เพราะในโลกนี้สิ่งที่ทำร้ายเราได้ง่ายที่สุด ก็คือ สิ่งที่เราไม่ยอมรู้และไม่เคยเข้าใจ

         ชีวิตเป็นของเธอ ทางเดินชีวิตย่อมเป็นของเธอ สองขาของเธอ จงก้าวไปตามทางนั้น ทำในสิ่งที่เธอถนัดและเข้าใจ เธอจะไปได้ดีเท่าที่เธอควรจะไป หากอยากจะถามหาความจริงใจจากใครต่อใคร ต้องเริ่มถามหาที่ตัวเธอเองก่อนว่ามีความจริงใจเพียงพอหรือไม่


     

         ชีวิต..ไม่เคยมีคำว่าสาย หากก้าวหลงเดินทางผิด ย่อมกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ อาจจะช้ากว่าที่ควรจะเป็นไป แต่ก้อยังดีกว่าดิ่งลึก จมลงในความเลวร้ายทุกที ทุกที


     

    อย่าพยายามยัดเยียดความสุข หรือสิ่งที่เราคิดว่าดี ให้กับใครต่อใคร เพราะมันอาจจะกลับกลายเป็นความทุกข์ ทุกข์ทั้งผู้ให้ ทุกข์ทั้งผู้รับ


     

    เคยถามตัวเองบ้างไหมว่าชีวิตต้องการอะไร ? ถาม ... และหาคำตอบให้แน่ใจ และเข้าใจให้ถ่องแท้ เมื่อนั้นเราจะก้าวต่อไปข้าวหน้าอย่างเชื่อมั่น และถูกทิศทางกว่าเดิม โลกเรายังคงหมุนไปทุกวัน หากวันนี้เราหยุดนิ่ง พรุ่งนี้ ......... เราก็แทบวิ่งตามไม่ทัน


     

    ชีวิตที่มีคุณค่า คือการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า อย่าปล่อยให้วันเวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์เลย มาเริ่มต้นสรรค์สร้างสิ่งดีดีให้กับชีวิตของเราเถิด


     

    อย่าไปคิดว่า คนที่นั่งอยู่ในร่มไม้กลัวแสงแดด อย่าไปคิดว่า คนที่ฟุบหลับอยู่นั้นเป็นคนเกียจคร้าน อย่าไปคิดว่า คนที่หกล้มเป็นคนอ่อนแอ


     

    จงอย่าใช้เหตุผลของเธอ ตัดสินความหมายในสิ่งที่เธอเห็น โดยที่ไม่รับฟังเหตุผลจากอีกฝ่ายหนึ่งให้ดีเสียก่อน

    3/4/2008

    ความรักที่เติบโตมาจาก มิตรภาพที่จริงใจ ..

    ความรักที่เติบโตมาจาก มิตรภาพที่จริงใจ ..

    27784

    สำหรับความรักที่เติบโตมาจาก มิตรภาพที่จริงใจแล้ว
    มันง่าย ที่จะรัก แต่ยาก ที่จะลืม… เพราะมิตรภาพหากเกิดขึ้นแล้ว
    ย่อมคงอยู่ตราบนานเท่านาน.. และปรับตัวได้เสมอกับความเปลี่ยนแปลง..

    ส่วนความรักอันเติบโดมาจาก ความคาดหวังที่จริงจังนั้น
    มันยากที่จะทำให้รัก… แต่ก็ง่าย ที่จะลืม…
    เมื่อความคาดหวังหมดลง… เนื่องจากความเปลี่ยนแปลง
    ย่อมไม่อาจรักได้เหมือนเดิมอีก.. และคงเหลือเพียงความปวดร้าวเท่านั้น

    ก่อนจะรักใคร อย่าลืมนึกถึงมิตรภาพ ของกันและกัน