Wor.'s profileAll In The State Of MindPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    8/15/2008

    การให้คือใบเบิกทางของการรับ

    การให้คือใบเบิกทางของการรับ PDF    
    ชีวิตของคนเราทุกคนอยู่ได้ด้วยการรับมากกว่าการให้ ตั้งแต่เราเกิดมาเราได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ได้รับการศึกษาจากคุณครู ได้รับอาหาร อากาศจากธรรมชาติ ได้รับการยอมรับให้อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม ได้รับโอกาสในการทำงาน ฯลฯ สรุปว่าคนเราอยู่ได้ด้วยการรับมากกว่าการให้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าการให้มีพลังมากกว่าการรับ เช่น เราให้ความช่วยเหลือคนหนึ่งคน จนทำให้คนๆนั้นสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ สามารถทำให้คนๆนั้นลืมตาอ้าปากได้ ก็เท่ากับว่าเราได้ช่วยเหลือครอบครัวของเขา คนรอบข้างของเขาไปด้วยในตัว

    คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการรับคือสิ่งที่ดีกว่าการให้ อาจจะใช่ถ้ามองในแง่ของเวลาในระยะสั้น อาจจะใช่ถ้ามองในแง่ของวัตถุสิ่งของ แต่ถ้าเรามองให้ครอบคลุมในทุกด้านจะเห็นว่าการให้เป็นสิ่งที่ผู้ให้ได้ประโยชน์มากกว่าการรับ เพราะการให้นั้นผู้ให้ได้รับผลตอบแทนทันทีคือ "ความสุขใจ" จากการให้ และการให้เป็นความสุขแท้ที่อยู่กับเรานาน แต่การรับผู้รับดีใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อของที่ได้รับมาหมดไปความสุขใจก็หมดตาม

    อยากให้ทุกคนคิดว่า "การให้" คือใบเบิกทางในการรับ ถ้าตลอดชีวิตนี้เราไม่เคยให้อะไรใครเลย เราเป็นเพียงผู้รับ เราก็คงได้รับสิ่งต่างๆในชีวิตไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่ถ้าเราเป็นผู้ให้ รับรองได้ว่าไม่ช้าก็นาน ผลของการให้ของเราจะทำหน้าที่เป็นใบเบิกทางนำพาชีวิตเราไปสู่การรับอย่างแน่นอน แต่ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าทุกครั้งที่ให้คนอื่นเราจะต้องได้รับผลตอบแทนแบบนั้นแบบนี้กลับคืนมา ขอให้ให้ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้แบบไม่หวังผลตอบแทน แล้วผลตอบแทนจะกลับมาเอง เหมือนกับที่คนที่เป็นนักขายเขามักจะพูดกันว่า "การขายที่เก่งที่สุดคือ การขายแบบไม่ขาย" เช่นเดียวกัน การให้ที่ดีที่สุดคือ "การให้แบบไม่หวังผลตอบแทน" นั่นเอง

    การให้เปรียบเสมือนใบเบิกอะไหล่รถยนต์ เราจะไปหวังเพียงว่าใบเบิกแต่ละใบจะต้องได้อะไหล่ชิ้นนั้นชิ้นนี้กลับมาไม่ได้ ขอให้เราสะสมใบเบิก(คือการให้) ให้มากๆ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้เพียงแค่อะไหล่รถยนต์ แต่เราอาจจะได้รถยนต์หนึ่งคันก็ได้ เช่นเดียวกันกับการให้ เราไม่ต้องไปสนใจหรอกครับว่าการให้ครั้งนี้ เราจะได้อะไร แต่ผมเชื่อว่าผลของการให้ในชีวิตของคนๆหนึ่งย่อมกลับมาสู่ผู้ให้อย่างแน่นอน อาจจะมาเร็วมาช้า มามากมาน้อยก็ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตของแต่ละคน คนที่ประสบความสำเร็จอยู่ในปัจจุบันหลายคนอาจจะเกิดจากผลของการให้โดยไม่รู้ตัว เพราะการให้เรารู้ว่าเราให้อะไรกับใคร เมื่อไหร่ เท่าไหร่ แต่การรับนั้นเป็นเรื่องยากที่จะประเมินค่าได้ ถ้าจะถามว่าวันนี้เราให้อะไรใครบ้าง ก็คงจะพอตอบได้ แต่ถ้าจะถามว่าวันนี้เราได้รับอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง เพราะชีวิตอยู่ได้ด้วยการรับ(อากาศ น้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ความอบอุ่น การยอมรับ ฯลฯ) ตลอดเวลา

    สรุป ถ้าใครต้องการรับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ควรจะเริ่มต้นจากการให้ ยิ่งให้มาก ยิ่งมีโอกาสรับกลับคืนมามาก และขอให้จำไว้ว่า ถ้าเราให้เพราะอยากรับ เราก็จะได้รับเท่ากับหรือน้อยกว่าที่เราหวังไว้ แต่ถ้าเราให้แบบไม่หวังผลตอบแทน เรามีโอกาสได้รับกลับคืนมามากกว่าอย่างแน่นอน

    8/3/2008

    9 สัญญาณบอกให้รู้ว่าเพื่อนกำลังหลอกใช้คุณ

    9 สัญญาณบอกให้รู้ว่าเพื่อนกำลังหลอกใช้คุณ
    01107_002
    การมีเพื่อนซี้สุดสนิท ที่เที่ยวออกไป ไหนมาไหน ด้วยกันตลอดเวลานั้น ไม่ได้ หมายความว่า เธอจะเป็น เพื่อน ที่ดีเสมอไป บางครั้ง เราอาจ กำลัง ถูกเพื่อนเอาเปรียบ โดยไม่ รู้ตัว มาดูสิว่าอะไรคือ สัญญาณที่บอก ให้รู้ว่า เรากำลังถูกเพื่อนหลอกใช้
    1. เพื่อนชอบขอร้องให้เราทำเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี รู้สึกผิด หรือรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ
    ข้อนี้ละตัวดีนัก คิดดูสิ เดี๋ยวก็ขอให้เรามาทำไอ้นู้นให้ทำไอ้นี่ให้ ซึ่งล้วน แล้วแต่เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ บางเรื่องอาจไม่ใช่ เรื่องถูกหรือ เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ช้อบไม่ชอบ เช่น รู้ทั้งรู้ว่า เราไม่ชอบกิน ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ไม่ชอบกินข้าวร้านนั้น หรือไม่ชอบหน้า เพื่อนคนนี้ ก็ยังบังคับให้เราไปกิน หรือชวนเราไป นั่งคุยกับเพื่อน ที่เราไม่ชอบหน้า โดยไม่สนใจความ รู้สึก ของเรา ไม่สนว่า เราจะอึดอัด หรือกร เดือกข้าวไม่ลง เพราะคุณเธอชอบ ของเธอ อย่างนั้นนี่ ใครจะทำไม

    2. ชอบโม้แต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น
    วู้ยเหลือจะทนจริงๆค่ะท่านผู้ชม วันๆเอาแต่นั่งโม้นั่งสาธยาย แต่เรื่อง ของตัวเอง เช่น ฉันเพิ่งซื้อกระเป๋าลูกลิงใบละห้าพัน แบบใหม่ล่าสุดเลย นะเธอ หรือ เมื่อวานนี้มีลูกอธิบดีมาจีบ แต่ฉันไม่สนหรอกย่ะ ขนาดวันนี้ หนุ่มหล่อ ลูกนายก (สมาคมอะไรสักอย่าง) มาชวนไปทานข้าว ฉันยัง เซย์โน เลยนะ

    นอกจากเอาแต่โม้เรื่องตัวเองแล้ว ถ้าเราขืนพูดเรื่อง ของเรา ออกไป บ้าง คุณเธอนอกจากจะไม่ฟัง ยังเกทับบลั๊ฟแหลกอีกต่างหาก ถ้าเราเล่า เรื่อง ความเริ่ดของเราออกไป เธอจะสาธยายความเริ่ดกว่า ออกมาอีก สิบเท่า หรือถ้าเรารำพันถึงความซวย เธอก็จะมีเรื่องราวความแสน ซวยของเธอ มาทับถม เรียกว่าเรื่องเราจืดไปเลยละ

    3. ชอบขอให้เราช่วยโกหกให้
    อันนี้รับรองว่าโดนมาแล้วทุกคน ไม่ว่าเรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือเรื่อง คอขาด บาดตายแค่ไหน ถ้าเป็นตอนเด็กก็ขอให้เราช่วยโกหกพ่อแม่ว่า เมื่อวานอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้แอบหนีไปเที่ยวที่ไหน แต่ที่แท้ คุณเธอไป ตะแลดแตดแต๋กับแฟนถึงไหนก็ไม่รู้ โตขึ้นมา หน่อยก็ให้ ช่วยหลอกแฟนว่า เมื่อคืนหรือเมื่อช่วงเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา เธอเฮฮา อยู่กับเรา แต่ความจริงแอบ หนีไปเที่ยวกับชู้ (หรือแฟนหนุ่มอีกคน) นอกจากให้ช่วยโกหก เป็นตุเป็นตะ แล้ว ยังให้เราอยู่เฉยๆแต่ ช่วยอือ ออเป็น แบ็คให้เวลามีใคร มาถาม มาเช็ค พฤติกรรมของเธอ เฮ้อ…เหนื่อย แทนแม่ปลาไหลจริงจริ๊ง

    4. พยายามเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลา
    นี่คือเพื่อนที่ไม่รักเราในแบบที่เราเป็นอยู่ แสดงว่าเธอ ไม่ชอบ บางอย่าง หรือทุกอย่างในตัวเรา และยังทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงขนาดพยายาม เปลี่ยน แปลง เราให้เป็นคนแบบที่เธอชอบ พยายามเปลี่ยนแปลง เราตั้งแต่หัว จรดเท้า รวมทั้งนิสัยใจคอรสนิยมและการใช้ชีวิต ถ้าทำใจรับ ไม่ได้ขนาดนี้ จะคบกันต่อไปทำไม จับเข่าคุยให้รู้เรื่องดีกว่า ถ้าเพื่อนยังรับไม่ได้ ก็เลิกคบกันเถอะ เพื่อความสบายใจ ของทั้งสองฝ่าย

    เคล็ดลับเจ๋ง ๆ วิธีขอโทษดีๆ

    เคล็ดลับเจ๋ง ๆ วิธีขอโทษดีๆ
                       resize_164979__02082008033501

        ก็เราทำผิดนี่นา ผิดก็ต้องยอมรับผิด ขอโทษเพื่อนซะ แต่แหมการจะขอโทษใคร สักคนมักช่าง ยากเย็นเข็ญใจเสียจริงๆ กว่าจะหลุดคำขอโทษออกจากปากได้คง ต้องหาวิธีช่วยซะแล้ว ขั้นตอนขอโทษ เพื่อนมีดังนี้ 

    1. คิดให้ออกว่าเกิดอะไรขึ้น และเราทำอะไรผิดถึงต้องขอโทษเพื่อน  
        นั่นนะสิ ลองลำดับเรื่องราวให้ดีว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร ทำไมถึง ต้องลงเอยแบบนี้ เรื่องราวร้ายแรงแค่ไหน เราทำอะไรที่ทำให้ต้องผิดใจ กับเพื่อน เมื่อวิเคราะห์แบบเจาะลึกได้แล้ว จะช่วยให้เราขอโทษ ได้ถูกจุดยิ่งขึ้น

    2. เขียนลงกระดาษ 
        เขียนลงไปให้หมดว่าเราต้องขอโทษเพื่อนว่าอย่างไร และเรื่องอะไรบ้าง การกระทำเช่นนี้ จะช่วยให้เราเรียบเรียงความคิดและระงับ ความตื่นเต้น รวมทั้ง ความกลัวต่างๆ ได้

    3. เตรียมตัวให้ดี 
        วิธีเตรียมตัวง่าย ๆ คือ ฝึกซ้อมหน้ากระจก ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง สีหน้าหรือคำพูดคำจาที่เรา เตรียมเอาไว้ ควรซ้อมพูดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายตื่นเต้น ฟังดูอาจจะตลกแต่ว่าวิธีนี้ได้ผลจริง ๆ นะ

    4. ชี้ให้ชัด 
        ข้อนี้สำคัญมาก คำพูดที่เราเตรียมไว้นั้น ต้องกระจ่างแจ้งชัดเจน ตรงประเด็น ว่ากันตรง ๆ ไปเลยว่า เราขอโทษและเสียใจ ในกระทำของเราเพียงใด อย่าใช้คำพูดอ้อมค้อมวกวน เดี๋ยวเพื่อนจะหงุดหงิด ยิ่งกว่าเดิม 

    5. อย่าแก้ตัว 
        ห้ามหาข้ออ้างหรือแก้ตัวโดยเด็ดขาด จงยอมรับผิดโดยดุษฎี ไหน ๆ เราก็เป็นฝ่ายผิดและต้องการขอโทษเพื่อน เพราะฉะนั้นอย่าแก้ตัวให้เหตุการณ์ยืดเยื้อบานปลายไปยิ่งกว่านี้ ดีไม่ดีอาจจะทำให้โกรธ กันยิ่งกว่าเดิม คราวนี้เลยต่อไม่ติด อาจต้องเลิกคบกันไปเลยก็ได้ 

    6. แบ่งปัน 
        พูดคุย ร่วมแลกเปลี่ยน หรือแบ่งปันความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เลิกเลี่ยงการตำหนิติเตียน หรือพูดจาเว่อร์ ๆ หรือพูดสิ่งที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้ 

    7. ฟังอีกฝ่าย 
        ฟังหรือยอมรับปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย ซึ่งก็คือ เพื่อนของเรานั่นเอง โดยไม่ป้องกันตัวเอง คือถ้าเพื่อนยังโกรธและระบายออกมา ด้วยการต่อว่าเรา ก็จงเงียบยอมรับฟังเพื่อนบ้าง อย่าลืมว่าเราเป็นคนผิดนะ 

    8. เสนอตัวเอง 
        ลองถามเพื่อนสิว่า มีหนทางอะไรที่พอจะแก้ไขได้บ้าง เราจะยอมทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อประสานรอยร้าว และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนดีขึ้น แค่เราเอ่ยปากแบบนี้เพื่อนก็ใจอ่อนขึ้นเยอะแล้ว 

        เคล็ดลับ คือ ทำใจคิดเสียว่าการขอโทษ คือ การทำให้้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มิใช่การแสดงความเป็นคนอ่อนแอแต่อย่างใด ที่สำคัญต้องซื่อสัตย์ จริงใจ ขอโทษเฉพาะสิ่งที่เรารู้สึกว่า เป็นความรับผิดชอบของเราจริง ๆ อย่าขอโทษพล่อย ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เหตุการณ์ หน้าสิ่วหน้า ขวานผ่านพ้นไปเท่านั้น

        เมื่อถึงตอนไปขอโทษก็ควรให้เวลาอีกฝ่ายทำใจบ้าง และควรเข้าใจว่า เขาอาจไม่ยอมรับในตอนแรก เพราะกำลังทำใจอยู่ หากเป็นเช่นนั้น เราอย่าเพิ่งเสียกำลังใจ จงพยายามต่อไป 

        และในกรณีที่ไม่กล้าเผชิญหน้าเพื่อนจริง ๆ ลองเขียนแสดงความรู้สึกลงกระดาษส่งไปให้เพื่อนก็ได้ ตัวค่อยตามไปทีหลัง จะช่วยสร้างกำลังใจและความกล้าให้เราได้ แต่ไม่ว่าเราจะพยายามหลบเลี่ยงแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเผชิญหน้า เพื่อเอ่ยคำขอโทษ การยืดเวลาให้นานออกไป ยิ่งทำให้เรื่องราวคาราคาซัง รีบ ๆ ขอโทษไปเลยดีกว่า เพื่อนจะได้รู้สึกว่าเรารักและยังแคร์ความรู้สึกของเขาไงละ