Wor.'s profileAll In The State Of MindPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    8/23/2009

    ...สิ่งที่ค้นหา...


    ...สิ่งที่ค้นหา...


    วันหนึ่ง ขณะที่ชายผู้เป็นพ่อของลูกๆ สิบสองคน
    ออกไปตัดหวายมาสานตะกร้าและหาผลไม้ในป่า

    เขาหลงเข้าไปในสวนของพ่อมดตนหนึ่ง
    และเก็บเอาผลไม้มากมายเพื่อนำกลับไปฝากลูกๆ และภรรยาที่บ้าน...

    ทันใดนั้นพ่อมดปรากฏตัวขึ้น และเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

    "สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงอย่างเดียว คือ ความสุข ข้าต้องการให้เจ้าค้นหาสิ่งที่เรียกว่าความสุขมาให้ข้า จงออกไปค้นหาแล้วอีกสองวันข้าจะไปทวงถามที่บ้านของเจ้า"

    ผู้เป็นพ่อกลับมาบ้าน และเล่าเรื่องราวให้ครอบครัวได้รับรู้

    "อย่ากังวลใจ พรุ่งนี้เราทุกคนจะหยุดทำงานและช่วยกันค้นหาสิ่งที่พ่อมดต้องการให้เจอ" ภรรยาของเขากล่าว

    วันรุ่งขึ้นเด็กๆ ตื่นแต่เช้า และแทนที่จะสานตะกร้าหวาย หรือออกไปรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเพื่อนบ้านเหมือนเช่นทุกวัน พี่น้องทั้งสิบสองคนออกไปนอกบ้านเพื่อค้นหาสิ่งที่พ่อมดต้องการ

    เด็กโตๆ ออกไปค้นตามพุ่มไม้ใบหญ้า ปีนขึ้นไปหาบนต้นไม้ และลุยน้ำลงไปในลำธาร น้องเล็กๆ แหวกดูในกอหญ้า ขุดดิน คุ้ยทราย ช่วยพี่ๆ ค้นหา

    สุดท้ายเด็กๆ กลับมาบ้านพร้อมด้วยรอยยิ้มและปลาที่จับได้ แต่ก็ไม่พบสิ่งที่พ่อมดต้องการ ในขณะที่พ่อแม่ผู้ค้นหาทุกซอกทุกมุมของบ้านก็ไม่พบอะไรเช่นกัน

    วันต่อมาทุกคนออกไปช่วยกันค้นหาลึกเข้าไปในป่า ผู้เป็นพ่อกับพวกเด็กผู้ชายจับได้ปลาหลายตัว ในขณะที่แม่กับเด็กผู้หญิงเก็บดอกไม้สวยๆ ได้เต็มอ้อมแขน

    เย็นนั้นทุกคนกินอาหารเย็นรอบกองไฟ ริมลำธาร และกลับถึงบ้านเมื่อพลบค่ำ เด็กๆ แก้มเป็นสีชมพูอย่างตื่นเต้นดีใจกับของที่ได้จากป่า

    ในขณะที่พ่อแม่แอบซ่อนความกังวลใจเอาไว้และชวนกันออกไปเดินเล่นนอกบ้าน

    "ในเมื่อเราไม่สามารถหาสิ่งที่พ่อมดต้องการได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ" ผู้เป็นภรรยากล่าวขณะกุมมือสามีเอาไว้แน่น

    พ่อมดมาถึงในตอนบ่ายของวันต่อมา เมื่อชายยากจนบอกว่าเขาไม่สามารถหาสิ่งที่พ่อมดต้องการได้พ่อมดชราโมโหใหญ่ และพูดด้วยเสียงอันดังว่า

    "โกหก พวกเจ้าพบสิ่งที่ข้าต้องการแล้ว แต่เก็บซ่อนมันเอาไว้ ข้ารู้ดี ... ข้ารู้"

    "ท่านอาจรู้ในสิ่งที่พวกเราไม่รู้ พักอยู่ที่นี่สักคืนเถิด พรุ่งนี้เด็กๆ จะพาท่านออกไปค้นหาด้วยตัวของท่านเอง" แม่ของเด็กๆ กล่าวอย่างสุภาพ ทำให้พ่อมดคลายความโกรธและตกลงรับคำเชิญ

    วันรุ่งขึ้น พ่อมดออกไปกับเด็กๆ ตั้งแต่เช้า งีบหลับอยู่โคนต้นไม้ในขณะที่เด็กๆ ปีนขึ้นไปเก็บผลไม้ ตอนสายๆ เขาชี้ให้เด็กๆ ดูสัตว์และพืชแปลกๆ

    ตอนบ่ายพ่อมดนั่งแช่เท้าอยู่ในแอ่งน้ำตื้นๆ ในขณะที่เด็กๆ ลงไปว่ายน้ำในลำธารตกเย็นพ่อมดกับเด็กๆ กลับบ้านพร้อมด้วยผลไม้ เห็ดนานาชนิด และใบไม้แปลกๆ พ่อมดมีสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาเป็นประกาย

    "ท่านคงเจอสิ่งที่ต้องการแล้วสินะ" แม่ของเด็กๆ กล่าวอย่างยินดี

    "ใช่แล้ว ในที่สุดข้าก็ได้พบกับสิ่งที่ตามหามาแสนนาน" พ่อมดกล่าว

    "และเพื่อให้สิ่งนี้อยู่กับข้าตลอดไปข้าอยากให้พวกเจ้าย้ายไปปลูกบ้านอยู่ในสวนของข้า รับรองว่าพวกเจ้าจะไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ขอแต่เพียงให้เด็กๆ ไปหาข้าในเวลาพวกเขาต้องการก็พอ"

    และก็เป็นเช่นที่พ่อมดกล่าว ครอบครัวนี้ไม่อดอยากอีกต่อไป

    เด็กๆ ไม่ต้องทำงานหนัก มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นและค้นหาความสุข ...
    ที่ซุกซ่อนอยู่ทุกหนแห่งในโลกกว้าง พวกเขามักจะแวะไปหาพ่อมดชราเสมอๆ
    และเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป

    ในกาลต่อมา หากว่าใครเห็นเด็กๆ ขุดคุ้ยดินทราย หรือปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้
    แล้วละก็...อย่าแปลกใจบางทีเด็กๆ อาจจะค้นพบสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ ใครจะรู้

    ------------------------------------------------------------------------
    จาก......."เรื่องเล่าประจำสวน" มติชนรายวัน
    โดย.......รักษิตา

    อุณหภูมิของความสุข


    อุณหภูมิของความสุข


    อุณหภูมิองศาในชีวิตของเรา..
    ก็เปรียบเหมือนอุณหภูมิของอารมณ์ต่าง ๆ...
    ที่มีอยู่ในตัวของเรา..
    บางครั้งก็สูง...บางครั้งก็ต่ำ..

    อุณหภูมิในหัวใจของเราก็เช่นนั้น..
    บางครั้งก็สุข..บางครั้งก็ทุกข์..

    อุณหภูมิที่มีอยู่ในใจของเรา..
    หากเปรียบเทียบกับอุณหภูมิองศาทั่ว ๆ ไป..
    จะพบว่า..
    อุณหภูมิที่สูง..จะทำให้เรารู้สึกร้อน..
    อุณหภูมิที่ต่ำ..จะทำให้เรารู้สึกเย็น..

    หากอุณหภูมิในหัวใจเรา..
    ประกอบไปด้วย..
    อุณหภูมิของความโลภสูง...
    ก็จะทำให้ไฟคือความอยาก..เกิดขึ้นในหัวใจเรา..

    ถ้าอุณหภูมิของความโกรธสูง..
    ก็จะทำให้ไฟคือความโกรธ..เผาร้อนในหัวใจเรา..

    และถ้าอุณหภูมิของความหลงสูง..
    ก็จะทำให้ไฟคือความหลงผิด..ติดอยู่ในหัวใจเรา..


    แต่ตรงกันข้าม..
    หากอุณหภูมิในหัวใจของเรา..
    ประกอบไปด้วย..
    ความโลภ..ความโกรธ..ความหลง..
    ต่ำลง..หรือลดน้อยลง..
    ก็จะทำให้อุณหภูมิในหัวใจของเราเย็นลง..

    อุณหภูมิของความสุขก็เช่นเดียวกัน..
    หากเราใช้ธรรมะควบคุม..
    ก็จะทำให้อุณหภูมิความทุกข์ของเราลดลง..

    หากเกิดปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต..
    เราต้องรู้จักที่ปรับเปลี่ยนอุณหภูมิองศาในหัวใจของเรา..
    ให้ได้ระดับปกติกึ่งกลาง..แบบพอดี ๆ..
    คือไม่ให้อุณหภูมิสูงจนเกินไป..
    จนทำให้ใจรู้สึกร้อนรน..เป็นทุกข์..
    หรือไม่ให้อุณหภูมิต่ำจนเกินไป..
    จนทำให้ใจรู้สึกหนาวเหน็บ..เจ็บช้ำใจ..

    แต่จงให้พยายามทำใจ..
    ให้อยู่ระดับอุณหภูมิองศาปกติ..กึ่งกลาง..
    และรู้จักวิธีทำใจให้เตรียมรับอารมณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น..
    รู้เท่าทันอารมณ์..อย่างเข้าใจ..



    บทความ...โดย..ชายน้อย..



    ขอบคุณบทความจากธรรมะไทย

    วันหยุดและวันทำงาน


    วันหยุดและวันทำงาน


    วันหยุด” ใครๆก็ชอบวันหยุด ได้พักไม่ต้องทำงาน
    แต่ในปีหนึ่งๆ เรามีวันหยุดสักกี่วัน?
    วันส่วนใหญ่เป็นวันทำงาน

    หากเปรียบกับ"ชีวิต" วันหยุด คือ ความสุข
    วันทำงาน เหมือน ความทุกข์ ความลำบาก อุปสรรค และปัญหา
    แน่นอนในชีวิต ความทุกข์ มีมากกว่าความสุข
    เหมือนวันหยุดทีมีน้อยกว่าวันทำงานเสมอ


    แต่เรา ได้เงินเลี้ยงชีวิต และ ครอบครัว
    สร้างเนื้อสร้างตัว ก็ไม่ใช่จากวันทำงานรึ?


    ความทุกข์ อุปสรรค ปัญหา ล้วนแล้วแต่ทำให้เราได้เรียนรู้ ทำให้เข็มแข็ง และเก่งขึ้น
    ความสุข ทำให้เราได้เรียนรู้น้อย ยิ่งมีความสุขมาก เรายิ่งอ่อนแอ และเปราะบาง!!


    ดังนั้นถ้าเราต้องกลับมาเจอกับวันทำงาน เจอ ความทุกข์ในชีวิต
    ก็ไม่ต้องกลุ้มใจ หรือ ท้อใจ

    เพราะนี้จะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ เราจะเก่ง แข็มแข็ง
    และอดทน มากขึ้น!!


    แล้วถ้าเราคิดว่าเราทำผิดพลาดไป ก็ไม่ต้องคิดมาก
    มนุษย์เกิดมาคู่กับการทำผิดพลาด อยู่แล้ว มันเป็นธรรมดาของคน
    เราทำผิดพลาด ก็เพื่อเราจะได้แก้ไขและเรียนรู้การทำให้"ถูก!!"


    ไม่มีคำว่า" ตัดสินใจผิด"การตัดสินใจก็เป็นแค่"การเลือกทางเดินชีวิต"
    ว่าเราจะเดินไปอย่างไร จากจุดที่เราเลือก การตัดสินใจที่ไม่เหมือนกัน
    ก็แค่ การเลือกทางเดินทางไปที่เป้าหมาย ด้วยวิธีที่ต่างกัน ก็แค่นั้นเอง... "


    การเลือกเส้นทางเดินของชีวิต ไม่มีใครบอกได้ว่า เส้นทางไหนมันจะดีกว่ากัน
    เราบอกไม่ได้ว่าถ้าได้แต่งงานกับคนนี้จะต้องดีกว่าคนโน้น!!

    เราเลือกอาชีพโน้นคงต้องดีกว่าอาชีพนี้!!
    ทุกอย่างมันไม่แน่เสมอไป ขอแค่เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด!!



    การที่เราคิดว่าแบบนี้ดีกว่าแบบนั้น คนนี้ดีกว่าคนนั้น
    ถ้าเราได้เป็นเขา เราคงมีความสุข มากกว่านี้

    ไม่จริงเลย ทุกคนมีปัญหาทั้งนั้น
    ความทุกข์ ก็แค่เปลี่ยนรูปแบบ และหน้าตามาเท่านั้นเอง!!


    คนจนก็มีความทุกข์ แบบคนจน แต่พอรวยก็ ทุกข์แบบคนรวย
    เด็กก็ทุกข์ แบบเด็ก ผู้ใหญ่ก็ทุกข์แบบผู้ใหญ่
    ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ


    สิ่งที่เราทำได้ก็คือ เรายอมรับในสิ่งที่เราเลือก!! เราเป็น!!
    เรียนรู้มันที่จะอยู่กับมัน!!


    มาดูซิ!!ว่าเราจะทำอะไรได้จาก สิ่งที่เรามีอยู่
    และถ้าเกิดความผิดพลาด
    1 ยอมรับมัน
    2 ให้อภัย
    3เรียนรู้แก้ไข และ ก้าวไปข้างหน้า


    ชีวิตก็เท่านี้....


    บทความจากบล็อกย่าชอบเล่า




    ขอบคุณบทความจาก ทำดีดอทเน็ต(จั่นเจา)
    12/20/2008

    พลังแห่งการให้ สุขใจเมื่อได้แบ่งปัน

     

    คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า การเลือกของขวัญให้ถูกใจผู้รับ ช่างยากเย็นเข็ญใจเหลือเกิน

    แม้กระทั่ง พ่อแม่พี่น้อง, สามี, เพื่อนสนิท หรือเจ้านายที่ทำงาน ก็ใช่จะเดาใจกันได้ง่ายๆ จนนานวันเข้าเลยพานเลิกซื้อ ของขวัญไปซะเฉยๆ เพราะขี้เกียจมานั่งดูสีหน้าผู้รับให้เสียกำลังใจ อันที่จริงแล้ว การเลือกของขวัญให้ โดนใจผู้รับ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจถึงพลังแห่งการให้อย่างจริงใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน...เป็นการให้ เพราะอยากแบ่งปันสิ่งดีๆให้คนรอบข้าง...อยากแสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันที่มีต่อกัน และอยากให้ เพราะรู้สึกห่วงใยพวกเขาอย่างแท้จริง


    ถ้าเราให้ด้วยความรู้สึกเหล่านี้ เชื่อไหมล่ะคะว่า ผู้รับจะรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริงของเรา และรับรู้ถึงพลังแห่งการให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน...

    สำหรับคนที่เป็นผู้ให้ก็สุขใจไม่แพ้ผู้รับเลย บางครั้งอาจสุขใจมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะได้เห็นรอยยิ้มจากคนที่เรารัก
    เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ของขวัญที่เราเลือกให้คนรอบข้างก็ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต หรือมีราคาแพง ขอเพียงแต่ให้ด้วยหัวใจ มีหรือผู้รับจะไม่ปลื้ม ถ้าคุณมีฐานะอยู่สักหน่อย อาจถือโอกาสในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สืบดูว่าคนที่คุณรักอยากได้อะไร แล้วแอบซื้อมาเซอร์ไพรส์ อย่างนี้รับรองว่าถูกใจแน่ๆ เพราะทำการบ้านมาอย่างดี ผู้รับย่อมเห็นถึงความตั้งใจจริง


    แต่ถ้าเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักหนา ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ มีภาระหนักอึ้ง อาจเลือกทำในสิ่งเล็กๆ

    แต่มากความหมายให้คนในครอบครัว ด้วยการให้เวลาพวกเขาอย่างเต็มที่ ชวนกันไปทานข้าว ดูหนัง หรือทำกับข้าวทานกันที่บ้าน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด แค่นี้ก็มีความสุขยิ่งกว่าอะไร เพราะเวลาเป็นของมีค่ามากกว่าข้าวของเงินทอง
    การใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างรอยยิ้มให้ผู้รับก็เป็นไอเดียที่ได้ผลดีเกินคาด ลองแอบย่องไปถ่ายรูปสุนัขตัวโปรดของเพื่อนรัก หรือรูปลูกชายจอมซนของพี่สาว แล้วนำมาตกแต่งเป็นการ์ดปีใหม่สุดเก๋ไก๋ รับรองยิ้มไม่หุบแน่ๆ หรือจะให้ของขวัญ ด้วยการอาสา เป็นพี่เลี้ยงดูแลหลานๆ แล้วปล่อยให้พี่สาว กับพี่เขยได้ไปออกเดตกันสองต่อสอง อันนี้ก็น่าจะซึ้งใจไม่น้อย


    กระนั้น ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นของ ขวัญ ก็ใช่จะดีไปซะหมดทุกอย่าง บางชิ้นอาจไม่เหมาะที่จะให้ในช่วงเทศกาลแห่งความสุข

    อย่างเช่น การสมัครสมาชิกฟิตเนสให้ภรรยา อย่างนี้ถือเป็นความหวังดี แต่ ประสงค์ร้าย เพราะภรรยาจะคิดไปว่าคุณกำลังหาว่าเธอเป็นยัยอ้วน และอยากให้รีดไขมันซะ หรืออย่างการซื้อตุ๊กตาหมีให้ สาวๆก็ใช้ได้ผลเฉพาะครั้งแรกเท่านั้น หนุ่มๆทั้งหลายโปรดทราบว่า ถ้าแฟนคุณอายุเกิน 8 ขวบละก็ เลิกซื้อ ตุ๊กตาหมีให้ซะที เพราะพวกเรารู้ไต๋หมดแล้วว่า พ่อตัวดีขี้เกียจคิด เลยไปลงที่น้องหมีทุกทีเชียว!!


    ใครที่เบื่อการให้ และเลิกซื้อของขวัญไปซะนาน เทศกาลปีใหม่นี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้กลับมาให้อีกครั้ง

    เชื่อสิเถอะว่า พลังแห่งการให้ ยังอินเทรนด์ทุกยุคทุกสมัย เพราะสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ.

    11/23/2008

    อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

    untitled
    ในชีวิตของเรายังมีสิ่งที่เรามองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นไปได้
    ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากทัศนคติที่ดี
    มองว่าเป็นไปได้ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้

    เช่นเดียวกัน ความสุขก็มาจากทัศนคติที่ดี มองว่าไม่ใช่ปัญหา
    ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นปัญหา มองว่าเป็นเรื่องเล็ก
    ขณะที่คนอื่นตีโพยตีพาย ยิ้มได้ขณะที่คนอื่นซึมเศร้าโรยรา

    แต่การเปลี่ยนมุมมองที่วางบนรากฐานของความเคยชิน
    ที่ถูกปลูกฝังแต่เด็กไม่ใช่เรื่องง่าย
    เราต้องทลายค่านิยมและความเคยชินก่อน
    และต้องฝึกฝนจนมันหลอมเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณ

    เมื่อเปลี่ยนมุมมอง เราจะพบเห็นอะไรหลายอย่างต่างไป
    เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าทำได้
    และไม่มีทางทำได้เมื่อมองโลกด้วยมุมมองเดิมๆ
    และเมื่อกล้าเปลี่ยนมุมมอง ด้วยทัศนคติที่ดี
    อาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันตกได้ และแต่ละวันใหม่ก้ไม่มีวันเหมือนเดิม

    ชีวิตใช้ได้คือชีวิตได้ใช้
    อย่าให้ตัวเลขอายุหยุดความเป็นเด็กในตัวคุณ
    อย่าให้คนอื่นใช้ชีวิตให้คุณ
    จุดหมายไม่สำคัญเท่าสองข้างทาง

    หนึ่งปัญหาที่ไม่แก้ไขในวันนี้
    มักกลายเป็นหลายปัญหาในวันพรุ่งนี้

    เสียเวลาไปกับการวิตก เท่ากับว่าเวลาที่จะใช้ชีวิตลดลง
    ใช้ชีวิตทีละนาที และใช้นาทีนี้ให้ดีที่สุด
    คนฉลาดรู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น แล้วสร้างทางของตัวเอง
    อย่าเพิ่งคิดเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นก่อน

    ปุ๋ยที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคือการใช้ชีวิต
    เราทุกคนได้รับของขวัญจากธรรมชาติเหมือนกัน คือร่างกายและลมหายใจ
    เราเลือกแบบร่างกายไม่ได้ แต่เราเลือกวิธีการใช้ชีวิตได้
    ความพ่ายแพ้ส่วนใหญ่ในโลกนี้เกิดขึ้นก่อนในหัวใจ

    ไม่มีอุปสรรคใดในโลกที่ขวางปัญญาบวกความอดทน
    ความพยายามมีราคาของมัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มเสมอ
    พื้นที่สมองมีจำกัดเกินกว่าที่จะเสียไปจดจำเรื่องไม่ดีของคนอื่น

    ชีวิตก็เช่นชิงช้าสวรรค์
    เป็นการหมุนเวียนของขึ้นกับลง
    ขึ้นได้ก็ลงได้
    แล้วก็ขึ้นได้อีก

    จาก อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
    โดย วินทร์ เลียววาริณ

    ทุก ๆ อย่าง อาจไม่ใช่ทุก ๆ สิ่ง

    49809
    ของบางสิ่งบางอย่าง...
    บางครั้งก็ดูว่าเล็กน้อย..ไม่สำคัญอะไร..
    >>>…แต่ในจำนวนของบางสิ่งบางอย่าง...
    >>>…ที่ดูว่า..เล็กน้อย..
    >>>…อาจจะให้คุณค่าและมีความสำคัญ..
    >>>…แก่ผู้ที่มองเห็นคุณค่า..อีกหลาย ๆ คน..

    สิ่งของบางอย่าง..
    อาจดูว่ามีคุณค่า..มีราคา..
    >>>…แต่กับอีกคนหนึ่ง...
    >>>…อาจหาค่ามิได้แต่อย่างใด..

    เหมือนเวลาคนที่หิวกระหาย..
    เขาต้องการน้ำ..ต้องการอาหาร..
    แต่เราให้เสื้อผ้า..เพชรนิลจินดา..
    >>>…ก็คงไม่มีค่าอะไร...
    >>>…เพราะประโยชน์ที่จะเกิดในขณะนั้น ๆ...
    >>>…มีคุณค่าที่แตกต่างกัน..

    เขาต้องการอาหารหรือน้ำเพื่อระงับความโหยหิว..
    แต่เรากลับให้สิ่งที่เขาใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้เลยในขณะนั้น ๆ..
    >>>…สิ่งของที่มีคุณค่ามากนั้น...
    >>>…หาเกิดประโยชน์หรือช่วยระงับความโหยหิวของเขาผู้ต้องการไม่..

    คนเราจึงไม่ควรมองกันที่สิ่งของวัตถุภายนอก..
    เพราะแท้ที่จริงแล้ว..
    >>>…ของบางอย่าง..อาจดูว่ายิ่งใหญ่..
    >>>…แต่ไม่จำเป็นสำหรับอีกคนหนึ่ง...
    >>>…ของบางสิ่งที่ดูว่า..เล็กน้อย..
    >>>…แต่มากไปด้วยคุณค่าและประโยชน์..
    >>>…ต่อผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง..

    ดังนั้น..
    >>>…ทุก ๆอย่าง ..อาจไม่ใช่ทุก ๆ สิ่ง..
    >>>…ทุก ๆ สิ่ง..อาจจะเป็นได้ทุก ๆ อย่าง..
    >>>…จะมากหรือน้อย..ไม่สำคัญ..

    แต่สำคัญที่ว่า...
    ของสิ่งนั้น..จะใช้ให้เกิดประโยชน์..เกิดคุณค่า..
    >>>…ได้มากน้อยแค่ไหน..
    >>>…ในเวลาที่จำเป็นที่ต้องการใช้ต่างหาก..



    บทความโดย..ชายน้อย..

    untitled

    ถามว่า...ทำไม..???

    49812
    เรามักจะได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ...
    เวลาที่คนเราเกิดความสงสัย...
    >>>…หรือไม่เข้าใจ..
    >>>…หรือได้ยินได้ฟังอะไร..ไม่ถนัดชัดเจน..

    เรามักจะตั้งคำถามขึ้นในใจว่า..
    >>>…ทำไม ????............

    ร้อยแปดพันเก้าปัญหา..
    ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน..
    >>>…เรามักพยายามที่จะตั้งปัญหา..
    >>>…ให้กับชีวิตของเราอยู่เสมอ..
    >>>…ตั้งแต่แรกเกิด..จนถึง..วันตาย..
    >>>…คำว่า.. ทำไม ???...
    >>>…ก็ยังติดตราตรึงอยู่ในใจของเราตลอดเวลา..

    จากคำถามแรกที่เกิดขึ้น...
    เมื่อครั้งแรกเกิดของคนเราที่ว่า...
    >>>… “เราเกิดมาทำไม ????....
    >>>…ซึ่งอาจจะดูว่า..เป็นคำถามที่ตื้น ๆ..ไม่ลึกซื้งอะไร..
    >>>…ใคร ๆ ก็พูดได้..ถามได้..

    แต่จะมีใครสักคนที่จะรู้ความหมายของคำถามนั้นอย่างแท้จริง...
    >>>…ซึ่งคำถามที่ดูว่า ตื้น ๆ นี้แหละ..
    >>>…เป็นคำตอบที่ยิ่งใหญ่มาก...ในชีวิตของคนเรา..

    บางคนตอบว่า...
    เกิดมา...เพื่อชดใช้กรรม...
    บางคนตอบว่า..
    เกิดมา..เพื่อทำความดี..เพื่อสร้างบารมี..

    บางคนก็ตอบไม่ว่า..
    เราเกิดมาทำไม...???...

    แต่ถึงอย่างไรก็ตาม..
    ขอให้โปรดรับรู้เถอะว่า...
    เราเกิดมาเพื่อใช้กรรมและสร้างกรรม..

    นั่นก็คือ..
    เมื่อมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์..
    ก็ใช้หนี้กรรมเก่า..และทำกรรมใหม่..
    หยุดทำกรรมชั่ว...ให้ทำแต่กรรมดี..ทั้งทางกาย..วาจา..และใจ..
    >>>…เราจึงจะสามารถตอบคำถามได้ว่า..
    >>>…เพราะอะไร..จึงถามว่า..เกิดมาทำไม..???...
    >>>…เพราะทำไม...คือ..การสร้างประโยคคำถามให้แก่ชีวิต..
    >>>…ให้เราได้คิด..ได้ทำ..ได้แก้ปัญหา..
    >>>…และได้สร้างปัญญาที่ถูกต้องดีงาม..
    >>>…และสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตหนึ่งของเรา..ที่ได้เกิดมา..ในโลกนี้..ชาตินี้..



    บทความโดย..ชายน้อย.. ..

    untitled
    9/14/2008

    ไม่มีคำว่าแพ้... หากว่าเราได้เริ่ม

     

    24150

    ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม

    ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา

    ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากยังต้องพึ่งพา

    ไม่มีคำว่าดีกว่าหากว่าเราไม่ตั้งใจ


    คนจะสงสัยในสิ่งที่ท่านพูด

    แต่เขาจะเชื่อในสิ่งที่ท่านทำ


    ชีวิตในบางครั้ง

    ความอยุติธรรมก็คล้ายเป็นเรื่องถูกต้อง

    ความเจ็บปวดก็คล้ายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

    ความเสียเปรียบก็อาจถูกยัดเยียดให้

    ความพ่ายแพ้ก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน

    คนที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับเอาไว้ได้

    เพื่อที่จะกอบกำทุกอย่างกลับคืนมา

    32780
    ดอกไม้สวยอยู่บนต้น

    จะหล่นก็ต่อเมื่อ มีใครมาเด็ด


    เพื่อนที่ดีมีหนึ่งถึงจะน้อย

    ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา

    ดุจก้อนเกลือเค็มนิดหน่อยด้อยราคา

    ยังมีค่ากว่าน้ำเค็มเต็มทะเล


    มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย

    คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า

    ทรายจะแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา

    คนจะกล้าก็เพราะผ่านความอดทน


    รอยเท้าที่ยาวไกล

    เมื่อมองกลับไป

    บ่งบอกได้ในผลงาน

    บางรอยอาจมีชำรุด

    เพราะสะดุด จุดขวากหนาม

    ฟันฝ่าจนรอยงาม

    เก็บเป็นนิยามของความภูมิใจ


    เงินไม่ได้สร้างมิตรแท้มากเท่าศัตรูจริง

     


    P.s ขอขอบคุณบทความจาก อารมณ์ดีดอทคอม

    8/15/2008

    การให้คือใบเบิกทางของการรับ

    การให้คือใบเบิกทางของการรับ PDF    
    ชีวิตของคนเราทุกคนอยู่ได้ด้วยการรับมากกว่าการให้ ตั้งแต่เราเกิดมาเราได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ได้รับการศึกษาจากคุณครู ได้รับอาหาร อากาศจากธรรมชาติ ได้รับการยอมรับให้อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม ได้รับโอกาสในการทำงาน ฯลฯ สรุปว่าคนเราอยู่ได้ด้วยการรับมากกว่าการให้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าการให้มีพลังมากกว่าการรับ เช่น เราให้ความช่วยเหลือคนหนึ่งคน จนทำให้คนๆนั้นสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ สามารถทำให้คนๆนั้นลืมตาอ้าปากได้ ก็เท่ากับว่าเราได้ช่วยเหลือครอบครัวของเขา คนรอบข้างของเขาไปด้วยในตัว

    คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการรับคือสิ่งที่ดีกว่าการให้ อาจจะใช่ถ้ามองในแง่ของเวลาในระยะสั้น อาจจะใช่ถ้ามองในแง่ของวัตถุสิ่งของ แต่ถ้าเรามองให้ครอบคลุมในทุกด้านจะเห็นว่าการให้เป็นสิ่งที่ผู้ให้ได้ประโยชน์มากกว่าการรับ เพราะการให้นั้นผู้ให้ได้รับผลตอบแทนทันทีคือ "ความสุขใจ" จากการให้ และการให้เป็นความสุขแท้ที่อยู่กับเรานาน แต่การรับผู้รับดีใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อของที่ได้รับมาหมดไปความสุขใจก็หมดตาม

    อยากให้ทุกคนคิดว่า "การให้" คือใบเบิกทางในการรับ ถ้าตลอดชีวิตนี้เราไม่เคยให้อะไรใครเลย เราเป็นเพียงผู้รับ เราก็คงได้รับสิ่งต่างๆในชีวิตไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่ถ้าเราเป็นผู้ให้ รับรองได้ว่าไม่ช้าก็นาน ผลของการให้ของเราจะทำหน้าที่เป็นใบเบิกทางนำพาชีวิตเราไปสู่การรับอย่างแน่นอน แต่ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าทุกครั้งที่ให้คนอื่นเราจะต้องได้รับผลตอบแทนแบบนั้นแบบนี้กลับคืนมา ขอให้ให้ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้แบบไม่หวังผลตอบแทน แล้วผลตอบแทนจะกลับมาเอง เหมือนกับที่คนที่เป็นนักขายเขามักจะพูดกันว่า "การขายที่เก่งที่สุดคือ การขายแบบไม่ขาย" เช่นเดียวกัน การให้ที่ดีที่สุดคือ "การให้แบบไม่หวังผลตอบแทน" นั่นเอง

    การให้เปรียบเสมือนใบเบิกอะไหล่รถยนต์ เราจะไปหวังเพียงว่าใบเบิกแต่ละใบจะต้องได้อะไหล่ชิ้นนั้นชิ้นนี้กลับมาไม่ได้ ขอให้เราสะสมใบเบิก(คือการให้) ให้มากๆ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้เพียงแค่อะไหล่รถยนต์ แต่เราอาจจะได้รถยนต์หนึ่งคันก็ได้ เช่นเดียวกันกับการให้ เราไม่ต้องไปสนใจหรอกครับว่าการให้ครั้งนี้ เราจะได้อะไร แต่ผมเชื่อว่าผลของการให้ในชีวิตของคนๆหนึ่งย่อมกลับมาสู่ผู้ให้อย่างแน่นอน อาจจะมาเร็วมาช้า มามากมาน้อยก็ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตของแต่ละคน คนที่ประสบความสำเร็จอยู่ในปัจจุบันหลายคนอาจจะเกิดจากผลของการให้โดยไม่รู้ตัว เพราะการให้เรารู้ว่าเราให้อะไรกับใคร เมื่อไหร่ เท่าไหร่ แต่การรับนั้นเป็นเรื่องยากที่จะประเมินค่าได้ ถ้าจะถามว่าวันนี้เราให้อะไรใครบ้าง ก็คงจะพอตอบได้ แต่ถ้าจะถามว่าวันนี้เราได้รับอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง เพราะชีวิตอยู่ได้ด้วยการรับ(อากาศ น้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ความอบอุ่น การยอมรับ ฯลฯ) ตลอดเวลา

    สรุป ถ้าใครต้องการรับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ควรจะเริ่มต้นจากการให้ ยิ่งให้มาก ยิ่งมีโอกาสรับกลับคืนมามาก และขอให้จำไว้ว่า ถ้าเราให้เพราะอยากรับ เราก็จะได้รับเท่ากับหรือน้อยกว่าที่เราหวังไว้ แต่ถ้าเราให้แบบไม่หวังผลตอบแทน เรามีโอกาสได้รับกลับคืนมามากกว่าอย่างแน่นอน

    8/3/2008

    9 สัญญาณบอกให้รู้ว่าเพื่อนกำลังหลอกใช้คุณ

    9 สัญญาณบอกให้รู้ว่าเพื่อนกำลังหลอกใช้คุณ
    01107_002
    การมีเพื่อนซี้สุดสนิท ที่เที่ยวออกไป ไหนมาไหน ด้วยกันตลอดเวลานั้น ไม่ได้ หมายความว่า เธอจะเป็น เพื่อน ที่ดีเสมอไป บางครั้ง เราอาจ กำลัง ถูกเพื่อนเอาเปรียบ โดยไม่ รู้ตัว มาดูสิว่าอะไรคือ สัญญาณที่บอก ให้รู้ว่า เรากำลังถูกเพื่อนหลอกใช้
    1. เพื่อนชอบขอร้องให้เราทำเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี รู้สึกผิด หรือรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ
    ข้อนี้ละตัวดีนัก คิดดูสิ เดี๋ยวก็ขอให้เรามาทำไอ้นู้นให้ทำไอ้นี่ให้ ซึ่งล้วน แล้วแต่เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ บางเรื่องอาจไม่ใช่ เรื่องถูกหรือ เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ช้อบไม่ชอบ เช่น รู้ทั้งรู้ว่า เราไม่ชอบกิน ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ไม่ชอบกินข้าวร้านนั้น หรือไม่ชอบหน้า เพื่อนคนนี้ ก็ยังบังคับให้เราไปกิน หรือชวนเราไป นั่งคุยกับเพื่อน ที่เราไม่ชอบหน้า โดยไม่สนใจความ รู้สึก ของเรา ไม่สนว่า เราจะอึดอัด หรือกร เดือกข้าวไม่ลง เพราะคุณเธอชอบ ของเธอ อย่างนั้นนี่ ใครจะทำไม

    2. ชอบโม้แต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น
    วู้ยเหลือจะทนจริงๆค่ะท่านผู้ชม วันๆเอาแต่นั่งโม้นั่งสาธยาย แต่เรื่อง ของตัวเอง เช่น ฉันเพิ่งซื้อกระเป๋าลูกลิงใบละห้าพัน แบบใหม่ล่าสุดเลย นะเธอ หรือ เมื่อวานนี้มีลูกอธิบดีมาจีบ แต่ฉันไม่สนหรอกย่ะ ขนาดวันนี้ หนุ่มหล่อ ลูกนายก (สมาคมอะไรสักอย่าง) มาชวนไปทานข้าว ฉันยัง เซย์โน เลยนะ

    นอกจากเอาแต่โม้เรื่องตัวเองแล้ว ถ้าเราขืนพูดเรื่อง ของเรา ออกไป บ้าง คุณเธอนอกจากจะไม่ฟัง ยังเกทับบลั๊ฟแหลกอีกต่างหาก ถ้าเราเล่า เรื่อง ความเริ่ดของเราออกไป เธอจะสาธยายความเริ่ดกว่า ออกมาอีก สิบเท่า หรือถ้าเรารำพันถึงความซวย เธอก็จะมีเรื่องราวความแสน ซวยของเธอ มาทับถม เรียกว่าเรื่องเราจืดไปเลยละ

    3. ชอบขอให้เราช่วยโกหกให้
    อันนี้รับรองว่าโดนมาแล้วทุกคน ไม่ว่าเรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือเรื่อง คอขาด บาดตายแค่ไหน ถ้าเป็นตอนเด็กก็ขอให้เราช่วยโกหกพ่อแม่ว่า เมื่อวานอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้แอบหนีไปเที่ยวที่ไหน แต่ที่แท้ คุณเธอไป ตะแลดแตดแต๋กับแฟนถึงไหนก็ไม่รู้ โตขึ้นมา หน่อยก็ให้ ช่วยหลอกแฟนว่า เมื่อคืนหรือเมื่อช่วงเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา เธอเฮฮา อยู่กับเรา แต่ความจริงแอบ หนีไปเที่ยวกับชู้ (หรือแฟนหนุ่มอีกคน) นอกจากให้ช่วยโกหก เป็นตุเป็นตะ แล้ว ยังให้เราอยู่เฉยๆแต่ ช่วยอือ ออเป็น แบ็คให้เวลามีใคร มาถาม มาเช็ค พฤติกรรมของเธอ เฮ้อ…เหนื่อย แทนแม่ปลาไหลจริงจริ๊ง

    4. พยายามเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลา
    นี่คือเพื่อนที่ไม่รักเราในแบบที่เราเป็นอยู่ แสดงว่าเธอ ไม่ชอบ บางอย่าง หรือทุกอย่างในตัวเรา และยังทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงขนาดพยายาม เปลี่ยน แปลง เราให้เป็นคนแบบที่เธอชอบ พยายามเปลี่ยนแปลง เราตั้งแต่หัว จรดเท้า รวมทั้งนิสัยใจคอรสนิยมและการใช้ชีวิต ถ้าทำใจรับ ไม่ได้ขนาดนี้ จะคบกันต่อไปทำไม จับเข่าคุยให้รู้เรื่องดีกว่า ถ้าเพื่อนยังรับไม่ได้ ก็เลิกคบกันเถอะ เพื่อความสบายใจ ของทั้งสองฝ่าย

    เคล็ดลับเจ๋ง ๆ วิธีขอโทษดีๆ

    เคล็ดลับเจ๋ง ๆ วิธีขอโทษดีๆ
                       resize_164979__02082008033501

        ก็เราทำผิดนี่นา ผิดก็ต้องยอมรับผิด ขอโทษเพื่อนซะ แต่แหมการจะขอโทษใคร สักคนมักช่าง ยากเย็นเข็ญใจเสียจริงๆ กว่าจะหลุดคำขอโทษออกจากปากได้คง ต้องหาวิธีช่วยซะแล้ว ขั้นตอนขอโทษ เพื่อนมีดังนี้ 

    1. คิดให้ออกว่าเกิดอะไรขึ้น และเราทำอะไรผิดถึงต้องขอโทษเพื่อน  
        นั่นนะสิ ลองลำดับเรื่องราวให้ดีว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร ทำไมถึง ต้องลงเอยแบบนี้ เรื่องราวร้ายแรงแค่ไหน เราทำอะไรที่ทำให้ต้องผิดใจ กับเพื่อน เมื่อวิเคราะห์แบบเจาะลึกได้แล้ว จะช่วยให้เราขอโทษ ได้ถูกจุดยิ่งขึ้น

    2. เขียนลงกระดาษ 
        เขียนลงไปให้หมดว่าเราต้องขอโทษเพื่อนว่าอย่างไร และเรื่องอะไรบ้าง การกระทำเช่นนี้ จะช่วยให้เราเรียบเรียงความคิดและระงับ ความตื่นเต้น รวมทั้ง ความกลัวต่างๆ ได้

    3. เตรียมตัวให้ดี 
        วิธีเตรียมตัวง่าย ๆ คือ ฝึกซ้อมหน้ากระจก ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง สีหน้าหรือคำพูดคำจาที่เรา เตรียมเอาไว้ ควรซ้อมพูดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายตื่นเต้น ฟังดูอาจจะตลกแต่ว่าวิธีนี้ได้ผลจริง ๆ นะ

    4. ชี้ให้ชัด 
        ข้อนี้สำคัญมาก คำพูดที่เราเตรียมไว้นั้น ต้องกระจ่างแจ้งชัดเจน ตรงประเด็น ว่ากันตรง ๆ ไปเลยว่า เราขอโทษและเสียใจ ในกระทำของเราเพียงใด อย่าใช้คำพูดอ้อมค้อมวกวน เดี๋ยวเพื่อนจะหงุดหงิด ยิ่งกว่าเดิม 

    5. อย่าแก้ตัว 
        ห้ามหาข้ออ้างหรือแก้ตัวโดยเด็ดขาด จงยอมรับผิดโดยดุษฎี ไหน ๆ เราก็เป็นฝ่ายผิดและต้องการขอโทษเพื่อน เพราะฉะนั้นอย่าแก้ตัวให้เหตุการณ์ยืดเยื้อบานปลายไปยิ่งกว่านี้ ดีไม่ดีอาจจะทำให้โกรธ กันยิ่งกว่าเดิม คราวนี้เลยต่อไม่ติด อาจต้องเลิกคบกันไปเลยก็ได้ 

    6. แบ่งปัน 
        พูดคุย ร่วมแลกเปลี่ยน หรือแบ่งปันความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เลิกเลี่ยงการตำหนิติเตียน หรือพูดจาเว่อร์ ๆ หรือพูดสิ่งที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้ 

    7. ฟังอีกฝ่าย 
        ฟังหรือยอมรับปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย ซึ่งก็คือ เพื่อนของเรานั่นเอง โดยไม่ป้องกันตัวเอง คือถ้าเพื่อนยังโกรธและระบายออกมา ด้วยการต่อว่าเรา ก็จงเงียบยอมรับฟังเพื่อนบ้าง อย่าลืมว่าเราเป็นคนผิดนะ 

    8. เสนอตัวเอง 
        ลองถามเพื่อนสิว่า มีหนทางอะไรที่พอจะแก้ไขได้บ้าง เราจะยอมทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อประสานรอยร้าว และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนดีขึ้น แค่เราเอ่ยปากแบบนี้เพื่อนก็ใจอ่อนขึ้นเยอะแล้ว 

        เคล็ดลับ คือ ทำใจคิดเสียว่าการขอโทษ คือ การทำให้้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มิใช่การแสดงความเป็นคนอ่อนแอแต่อย่างใด ที่สำคัญต้องซื่อสัตย์ จริงใจ ขอโทษเฉพาะสิ่งที่เรารู้สึกว่า เป็นความรับผิดชอบของเราจริง ๆ อย่าขอโทษพล่อย ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เหตุการณ์ หน้าสิ่วหน้า ขวานผ่านพ้นไปเท่านั้น

        เมื่อถึงตอนไปขอโทษก็ควรให้เวลาอีกฝ่ายทำใจบ้าง และควรเข้าใจว่า เขาอาจไม่ยอมรับในตอนแรก เพราะกำลังทำใจอยู่ หากเป็นเช่นนั้น เราอย่าเพิ่งเสียกำลังใจ จงพยายามต่อไป 

        และในกรณีที่ไม่กล้าเผชิญหน้าเพื่อนจริง ๆ ลองเขียนแสดงความรู้สึกลงกระดาษส่งไปให้เพื่อนก็ได้ ตัวค่อยตามไปทีหลัง จะช่วยสร้างกำลังใจและความกล้าให้เราได้ แต่ไม่ว่าเราจะพยายามหลบเลี่ยงแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเผชิญหน้า เพื่อเอ่ยคำขอโทษ การยืดเวลาให้นานออกไป ยิ่งทำให้เรื่องราวคาราคาซัง รีบ ๆ ขอโทษไปเลยดีกว่า เพื่อนจะได้รู้สึกว่าเรารักและยังแคร์ความรู้สึกของเขาไงละ

    7/18/2008

    เดินต่อไป...ใจยังสู้

    247378139
    เดินต่อไป...ใจยังสู้



    "อย่ากลัวล้มทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มเดิน"
    Don't think that you're gonna lose when you don't even start.
    ณัฐจิระ ฮอนดา

    "ความผิดพลาดในอดีต คือบทเรียนสำหรับในอนาคต"
    The falling of yesterday are the learning of tomorrow.
    โรเบอร์โต บักจิโอ

    "ผมยอมไม่ได้ ถ้าไม่ได้พยายาม"
    I can't accept not trying.
    เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

    "แม้แต่ปลา ต้องว่ายทวนน้ำเพื่ออยู่รอด"
    Fish swim against the tide to survive.
    นักปราชญ์

    "ถ้าไม่ใช่คุณแล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้วเมื่อไหร่"
    If not you who? If not now when?
    แกรี่ เฮอร์เบิร์ท

    "ทางเดียวที่จะถึงเส้นชัย คือก้าวต่อไปข้างหน้า"
    The only way to reach the goal is moving forward.
    นักกีฬาสมัครเล่น

    "ผมไปได้ทุกที่ ขอเพียงแต่ต้องไปข้างหน้า"
    I'll go anywhere as long as it's forward.
    ดร.ลีฟวิ่งสโตน

    "อย่ากลัวที่จะก้าวยาวๆ เมื่อต้องข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่"
    Don't be afraid to take a big step...you can't cross a chasm in two small jumps.
    เดวิด ลอยด์ จอร์จ

    "ถ้าเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีรอยเท้าเป็นของตนเอง"
    To dare is to lose one's footing momentarily. Not to dare is to lose oneself.
    มูลเรลสตอรด

    ----------------------------------------------------
    จาก คู่มือสู้ชีวิตด้วยตนเอง ชุดที่ 3 มีความสุข...สนุกกับความสำเร็จ
    รวบรวมเรียบเรียงโดย เบญญาวัธน์



    ทำดีดอทเน็ต

    คนล้มเหลวควรอ่าน

    คนล้มเหลวควรอ่าน



    ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ ตอนอายุ 4 ขวบ
    ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
    ชายคน นั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
    ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะ แห่งซูริค
    ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า
    ไม่ชอบสังคมและ ล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา"
    ชายคนนั้น...ชื่อ "อัล เบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

    ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
    ชายคนนั้น... ลองสมัครใหม่ดูอีกที
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
    ชายคนนั้น...พยายาม เป็นครั้งที่สาม
    ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
    ชายคนนั้น...ได้ เป็นทหารสมใจ
    ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ สองได้สำเร็จ
    ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"
    ผู้พิชิตแปซิ ฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

    ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
    ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคน หนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ต้ง
    ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ ว่า
    "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
    และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลัง จะหมดสมัยแล้ว"
    ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่ง ตำนาน

    ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
    ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียน มัธยม
    ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
    ชายคนนั้น...ชื่อ "ไม เคิล จอร์แดน"
    หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

    ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
    ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถ ในการฟังลงเรื่อยๆ
    ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
    ชายคน นั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
    ชายคน นั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก


    ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
    ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมา ตลอด
    ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุ แล้ว
    ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
    ชายคน นั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

    ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
    ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษา ระดับกลางเท่านั้น
    ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนใน วิชาเคมี
    ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

    ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
    ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอ เพรย์ไล่ออก
    ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย
    แกควร กลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
    ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

    หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
    หญิงคนนั้น...ทำงานให้ กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
    หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริ ษัท
    บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า
    "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
    หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จัก กันในนาม "มาริลีนมอนโร" นั่นเอง

    ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
    ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อ มา
    ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจ โคลัมเบีย
    ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์ รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
    ชายคน นั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของ โลก

    ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
    ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
    ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้า คอมพิวเตอร์"
    ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
    ชายคนนั้น...ปัจจุบัน คือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
    ชายคนนั้น...เคย ถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
    ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
    ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่ สาม หรือที่รู้จักกันในนาม
    "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลก
    ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ


    เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้
    เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว
    แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ ล้มเหลว
    คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก
    4/26/2008

    ความผิดหวัง บอกเราเรื่องความอดทน

    `๏’ ความผิดหวัง บอกเราเรื่องความอดทน `๏’



    ความผิดหวังบอกเราเรื่องความอดทน
    เราสามารถเอาชนะความรุ่มร้อนและอ่อนแอได้
    ถึงจะยากแต่ถ้าปฏิญาณอย่างจริงจังยังมีทางแก้ไขได้


    ความผิดหวังบอกเราเรื่องการค้นคว้า
    เราสามารถเอาชนะความเขลาและเกียจคร้านได้
    ถึงจะยากแต่ถ้าจัดการกับตัวเองวันนี้ยังมีทางสมหวัง


    ความผิดหวังบอกเราเรื่องความไม่ประมาท
    เราสามารถเอาชนะความเผลอเรอและหลงลืมได้
    ถึงจะยากแต่ถ้าฝึกฝนวันนี้ยังมีทางเป็นไปได้


    ความผิดหวังบอกเราเรื่องการช่วยเหลือ
    เราสามารถเอาชนะความใจแคบและมีอคติได้
    ถึงจะยากแต่ถ้าเมตตาวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป



    ความผิดหวังบอกเราเรื่องความตั้งใจจริง
    เราสามารถเอาชนะความหวั่นไหวและหวาดกลัวได้
    ถึงจะยากแต่ถ้าเริ่มต้นวันนี้ยังมีทางสำเร็จ...


    4/20/2008

    เพื่อน

    Friends   ความหมายของคำว่าเพื่อน

    เพื่อนคือ  ...  ยิ่งกว่าแฟนก้อว่าได้
    ไม่ตามใจมัน  ก็ไม่ด่า
    แต่ถ้ามันไม่ตามใจเราก็ด่าได้  
    โดยที่มัน และเราไม่โกรธกัน



    เพื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า  
    เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป  


    เพื่อนคือที่พึ่งยามเป็นทุกข์  
    เพื่อนคือที่ปรึกษา ตั้งแต่เรียน ทำงาน  
    จนจะแต่งงาน! ก็ยังต้องปรึกษามัน  


    เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน  
    เพื่อนคอยโกหกพ่อแม่เวลาไปเที่ยวแต่บอกว่าไปทำงาน  
    เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับมัน  ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับมันหรอก


    และเพื่อนก็คือคนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน  

    '  เพื่อน  '  คือ ทุกอย่าง  

    มีผู้ .... ที่เคยคบกันถามว่าจะให้เลือกหนึ่งเดียว  
    ระหว่างเค้าซึ่งคบกันมา 1 ปี กับเพื่อนซึ่งคบมาประมาณ  15  ปี  ว่าคุณจะเลือกใคร
    ตอบแบบได้แบบไม่ต้อง คิดเลยว่า  '  เพื่อน  '  
    ซึ่งเค้าก็บอกว่าตอบผิดตอบใหม่ได้นะ  
    เราก็บอกว่าตอบถูกแล้ว  
    เพราะเค้าเห็นว่าเรารักเพื่อนมากกว่า แต่ไม่ใช่  

    ถัาเราจะต้องเอาคนเข้ามาในชีวิตอีก  1  คน  
    ซึ่งก็ยังไม่รู้อะไรกันมาก  
    กับเสียคนที่เรารู้จกกันมาเป็น 10 ปี  
    เราว่าทุกคนก็ต้องมีคำตอบเหมือนกับเรา  
    เพราะทั้งสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม  
    เราไม่สามารถเอาแต่ละคนมาบวกและลบกันเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์  


    เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่!  งที่มีค่ามากกว่า

    และสิ่งที่เราเลือก สิ่งนั้นก็คือ  *****''  เพื่อน  ''****  
    ' some time happy… some time sad… but all time  friend '

    บทส่งท้าย ถ้าเราสนุก  ไปเที่ยวโดยไม่มีเพื่อน
    แล้วเล่าให้มันฟัง  
    มันก็ไม่ว่าอะไร .... แล้วถ้าเราเที่ยวแล้วเกิดปัญหา  
    เราตามตัวมันมา
    มันเคยพูดไหมว่า  '*  ไม่สน  *  เที่ยวแล้วไม่ชวน * * '  
    คำพูดอย่างนี่จะไม่มีจากปากเพื่อน  


    จะแต่ว่า  '  อยู่ตรงไหน  เป็นอะไร '
    แล้วก็ ลงท้ายว่า * จะรีบไป ....

    เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน

    ***เรื่องดีๆ ที่แบ่งปันให้ซึ่งกันและกัน***

      
    ประสบการณ์ชีวิต

    เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตแต่ละคนจะผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย และ มันจะค่อยๆ สะสมและตกตะกอน จนสามารถสรุปออกมาได้เป็นประโยคสั้นๆ...ดังนี้

    ทั่วไป

    1. ไม่ว่าวันนี้จะเลวร้ายแค่ไหน จงยิ้มเข้าไว้...เพราะพรุ่งนี้อาจจะเลวร้ายยิ่วกว่า
    2. คำว่า “พรุ่งนี้” ของคนขายลอตเตอรี่ ไม่ใช่คำมั่นสัญญา แต่เป็นปรัชญาที่ต้องตีความ...เหมือนคำพูดของนักการเมือง ตอนหาเสียง
    3. สิ่งที่คนเมาพูด คือ สิ่งที่คนปกติคิด
    4. ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ดียังไง มันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ ที่ต้องให้คุณคิดหาทางแก้ไขต่อไป...เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย
    5. ทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด...แต่วิธีที่ง่ายที่สุด จะพบหลังจากใช้วิธียากที่สุดไปแล้ว
    6. อะไรก็ตามที่คุณอยากจะถาม...เป็นไปได้มากว่ามันคือ สิ่งที่คุณไม่ควรจะรู้
    7. คนเรามักจะพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด ในเวลาที่ไม่เหมาะที่สุด และกับคนที่ไม่น่าจะพูดที่สุด
    8. สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดที่สุด คือ สินค้าที่คนโง่ที่สุดใช้เป็นและอยากจะใช้ แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ตาม
    9. เมื่อคุณมาประชุมสาย ประธานจะมาตรงเวลา และเมื่อคุณมาตรงเวลา การประชุมเลื่อนไปไม่มีกำหนด
    10. อะไรก็ตามที่คุณคิดได้ และรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆ คุณก็จะพบว่า มีคนอื่นที่ไหนสักแห่ง คิดมาแล้ว

    เกี่ยวกับความรัก

    1. คนดีๆ...ล้วนมีเจ้าของไปหมดแล้ว (เหมือนที่จอดรถ)
    2. ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่...มันก็ต้องมีเหตุผลหละนะ (ไม่เหมือนที่จอดรถ)
    3. อะไรที่คุณเอะใจว่า มันจะดีเกินจริง...เป็นไปได้มากว่า มันไม่จริง
    4. ความรัก ก็เหมือนการรอรถเมล์...สายที่ไม่อยากขึ้น ก็มาจัง ส่วนสายที่ต้องการจะขึ้น ก็รอไปเถอะ พอมา ก็ไม่จอด, พอจอด ก็คนแน่น ขึ้นไม่ได้, พอขึ้นได้ รถก็ไปตายกลางทางอีก
    5. ความรักก็เหมือนกับเหรียญ แหวน หรือชิ้นส่วนเล็กๆ เพราะเมื่อไหร่ที่มันหลุดมือตกลงพื้น มันจะต้องกลิ้งไปยังซอกที่มืดที่สุด จนเรามองไม่เห็น และเอื้อมไม่ถึง
    6. รถไฟอาจจะวิ่งบนราง แต่อย่าด่วนสรุปว่า มันวิ่งไปทางไหน โดยดูจากราง เพราะเมือเหลียวกับมามองอีกที รถไฟขบวนนั้นอาจจะวิ่งผ่านคุณไปแล้วก็ได้
    7. สวย หรือหล่อ ไม่ได้อยู่ที่คำจำกัดความ แต่อยู่ที่จินตนาการ
    8. ความรัก สวนทางกับกฏฟิสิกส์ นั่นคือ เมื่อเราให้ความรักกับใครมากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับตอบแทนกลับมาเป็นสัดส่วนผกผันกลับ
    9. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “เป็นเพื่อนกัน” แปลว่า ต้องการจะเลิกคบกัน
    10. เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “มีอะไรต้องคุยกัน” แปลว่า ไม่ต้องการคุยกันอีกแล้ว
    11. ความรักทำให้คนตาบอด, การแต่งงาน ช่วยให้คนตาสว่าง

    กฏธรรมชาติ

    1. ผู้หญิง...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเธอ เพราะเธอต้องการให้คุณคิดเอาเองว่า เธอจะบอกอะไร
    2. ผู้ชาย...คุณจะไม่เข้าใจคำพูดของเขา เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการโอ้อวดสรรพคุณตัวเอง จนไม่รู้ว่าต้องการจะบอกอะไร
    3. ผู้ชาย หยิ่งในเรื่องโง่ๆ จนไม่อาจเข้าใจได้
    4. ผู้หญิง หยิ่งในเรื่องลึกซึ้ง จนสุดจะเข้าใจได้
    5. ผู้ชาย ความจำสั้น (มาก)
    6. ผู้หญิง ความจำยาย (มากจนเหลือเชื่อ)
    7. กีฬาโปรด ของผู้หญิงคือ ชอปปิ้ง
    8. กีฬาโปรดของผู้ชาย คือ การพนัน
    9. ผู้ชายใจแคบ และบ้าศักดิ์ศรี
    10. ผู้หญิง ใจอ่อน และเห่อสวยงาม

    กฏเกี่ยวเนื่อง

    1. ถ้าต้องการความเห็นใจ ไปหาเพื่อนหญิง (กฏข้อ10)
    2. ถ้ามีปัญหา อย่าไปหาเพื่อนชาย เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังต้องไปนั่งฟังปัญหาเพิ่ม (กฏข้อ 9 และข้อ 2)
    3. อย่าให้เพื่อนชายยืมเงิน (ตามกฏข้อ 5)
    4. อย่าให้เพื่อนหญิงยืมเงินเช่นกันเพราะเธอจะเอาไปให้เพื่อนชายที่คุณเพิ่งปฏิเสธไป ยืมอีกต่อหนึ่ง (ตามกฏข้อ 10)

    กฏความสัมพันธ์

    1. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนหญิงที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากเป็นครอบครัวเดียวกับเธอ
    2. หลีกเลี่ยงเพื่อนชาย ที่มีปัญหาครอบครัว ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหามากกว่าที่มีอยู่เดิม
    3. หลีกเลี่ยงเพื่อรุ่นพี่ (เพศเดียวกัน) ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้ารับใช้
    4. (สำหรับผู้ชาย) หลีกเลี่ยงเพื่อนรุ่นพี่หญิง ถ้าไม่อยากเป็นคุณหนู
    5. เมื่อไหร่ที่เพื่อนชาย พยายามมีเหตุผล นั่นแปลว่า “กูต้องการอะไรจากมึง”
    6. เมื่อไหร่ที่เพื่อนหญิง พูดหวาน นั่นแปลว่า “ชั้นต้องการอะไรจากเธอ”
    7. (สำหรับผู้ชาย) อย่าคบเพื่อนหญิงสวย ถ้าคุณไม่อยากช่วยหิ้วของเดินตามต้อยๆ ในห้างสรรพสินค้า
    8. อย่าคบเพื่อนหล่อ/สวย ถ้าคุณไม่อยากรับบทตัวประกอบพระเอก
    9. (สำหรับผู้ชาย) อย่าหวังชนะใจเพื่อนหญิง ด้วยการช่วยงาน หรือการบ้าน เพราะเธอจะคิดว่าคุณโง่ และเหตุผลเดียวที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อรับใช้เธอ
    10. อย่าหวังชนะใจเพื่อนชาย ด้วยการเลี้ยงเหล้า เลี้ยงข้าว เพราะเขาจะคิดว่า คุณโง่ แล้วยังอวดรวย
    4/19/2008

    รัก...ในอีกมุม...

     
             25491
     
    ความรัก บอกออกไป ยังไงๆก็เป็นความรักอยู่ดี
             ไม่ว่าจะเป็นงานที่เรารัก หรือคนที่เรารัก มักมีสองด้านเสมอ 
              อยู่ที่ว่าเรารักมากพอที่จะยอมรับอีกด้านนึงหรือปล่าว
     

    คิดถึงเขาแล้วได้อะไร.....ได้คิดถึง โอเค งั้นคิดถึงไปเลย
    ร้องไห้มากมายขนาดนี้แล้วได้อะไร.....ได้ปลดปล่อยเพราะเหนื่อยเหลือเกิน งั้นจงร้องให้สาใจ
    ทำอะไรดีๆให้คนอื่นแล้วได้อะไร.....ได้อย่างที่อยากเพราะอยากให้ งั้นเต็มที่เลยอยากให้อะไรก็ให้ 


    แต่ถ้ามัวเสียใจ โทษตัวเอง
    ไม่มีแรงจะทำอะไรอีกต่อไปแล้วตอบไม่ได้ว่า"เป็นอย่างนี้แล้วได้อะไร"
    หยุดเถอะ........การทำร้ายตัวเองขนาดนี้ควรได้อะไรบ้าง
     

    เหงาแล้วได้อะไร......... เรื่องอะไรก็ตามถ้าสาเหตุมาจากตัวเรา
    อย่างน้อยมันก็แก้ง่ายกว่า เปลี่ยนที่ตัวเรายังไงก็เหนื่อยน้อยกว่าร้องให้คนอื่นเปลี่ยน
     

    "คิดถึง" เป็นความรู้สึกหนึ่ง ซึ่งสามารถทำไปพร้อมๆกับกิจกรรมอื่นๆได้
    "คิดถึง" คือคำสั้นๆที่สามารถดูแลความสัมพันธ์ให้ยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อ
    "คืดถึง" ถ้าไม่บอก มันก็เป็นแค่ "คิด" แต่ไม่ "ถึง"ซะที


    เพื่อนน้อยลงทุกทีเมื่อเราโตขึ้น ความจริงเพื่อนมีจำนวนมากขึ้น
    แต่เราให้เวลาเพื่อนน้อยลงต่างหาก
    ยิ่งนานยิ่งรักเกิดขึ้นได้พอๆกับยิ่งนานยิ่งไม่รัก
    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสปีชี่ของมนุษย์ รักเดียวใจเดียวมาแต่ไหนแต่ไร
    ในขณะที่ส่วนใหญ่ปัญหาหัวใจในอันดับต้นๆ คือ เจอคนหลายใจ
     
    อย่าร้องขออะไร ถ้ายังไม่ได้เริ่มต้น "ให้" เลย

    เรื่องความรักเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องหนี
    เรื่องความจริงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้

     
    ความรักเป็นเรื่องตรงกลาง มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้
    ความรักเป็นเรื่องตรงกลาง ใช้เหตุผลมากไปก็ไม่ได้ ใช้ความรู้สึกมากไปก็ไม่ดี
    ความรักเป็นเรื่องตรงกลาง ให้เยอะเกินไปก็ไม่ดี รับมากเกินไปก็ไม่ได้
    ความรักเป็นเรื่องเทาๆ อย่าหวังให้ขาวจั๊วะ และอย่าทำให้มันดำปิ๋ดปี๋
    ความรักเป็นเรื่องของความเข้าใจ ถ้าใส่น้ำใจให้อภัยและยอมรับฟังเข้าไปด้วยก็ดี
    ความรักเป็นเรื่องง่าย คนต่างหากที่ทำให้มันยากเอง

     
    ทำไมคนเราถึงรู้สึกเจ็บ เพราะนั่นมันเป็นกลไกการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง
    เมื่อไหร่ที่รู้สึกเจ็บเราจะได้เลิก เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเจ็บเราจะได้อยู่ห่างๆเอาไว้
    และเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเจ็บเราจะได้ เข็ด จำ และไม่ทำอีก

     
    ความรักไม่ได้ทำให้คนตาบอดหรอก
    แต่ทำให้เราเลือกอยากจะมองในสิ่งที่อยากมองและเลือกไม่มองในสิ่งที่ไม่อยากเห็น มากกว่า
    ไม่ว่า ความรักทำให้ตาบอด หรือเราเลือกที่จะบอดเองก็ตาม
    อย่าปิดหูให้เรามีโอกาสที่จะได้ยินบ้าง 

    เพราะ ใจ ตัว เอง .. .. ..

    35317
     
    อย่าปล่อยให้ความผิดหวังท้อแท้...

    มาคอยกัดกร่อนทำลายความสุขในชีวิต..

    หาหนทางเรียกกำลังใจกลับมาอีกครั้ง...

    ถ้ากำลังมีความรู้สึกท้อแท้เบื่อหน่ายชีวิต

    หรือหมดกำลังใจสาเหตุมาจากความล้มเหลว

    ถูกตำหนิติเตียน...หรือเกิดปัญหาต่าง ๆ ...

    พยายามปลอบใจตนเอง ระบายความอัดอั้นตนใจออกมา...

    หากสามารถทำได้ก็สามารถเอาชนะใจตนเองได้ระดับหนึ่ง

    แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย...

    ก็ทำให้สามารถเรียกกำลังใจกลับมาได้อีกครั้ง...

    จากนั้นมองย้อนไปที่ความผิดพลาดหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้น...

    วิเคราะห์ว่าเกิดจากสาเหตุอันใด...

    พร้อมกับระมัดระวังหรือแก้ไขมิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีก...

    ผู้ที่เคยล้มเหลวแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง...

    จะเป็นผู้ที่มีความรอบคอบขึ้น...แข็งแกร่งขึ้น...

    และมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น...

    เพราะครั้งหนึ่งเคยเอาชนะมรสุมร้ายในชีวิตมาแล้ว...

    ความผิดพลาดในอดีตเป็นครูที่ดีที่จะสอนให้ระมัดระวัง...

    และมองโลกได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้น...

    ในการแพ้นั้น...บางคนแพ้เพราะฝีมือไม่ถึง...

    บางคนแพ้เพราะประมาท...

    แต่มีหลายคนที่แพ้...เพราะใจของตนเอง... 
     

     

    มุม .. .. .. .. สำหรับฉัน

    เคยไหมที่อยู่เฉยๆก้อรู้สึกเหงา

    เคยไหมที่อยู่เฉยๆก้อรุ้สึกเศร้า

    เคยไหมที่อยู่เฉยๆก้อสามารถร้องไห้ออกมาได้

    และตอนนี้ฉันกำลังรุ้สึกอย่างนั้น

    ความเสียใจที่ผ่านมาตอนนี้มันได้จางหายไปแล้ว

    แต่ก้อไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมยังเหงา ยังเศร้า และยังคงเสียน้ำตา

    ทั้งๆที่รอบตัวมีคนมากมาย มีเรื่องวุ่นวาย

    ที่ทำให้ชีวิตไม่เงียบเหงา

    แต่.......ฉันก้อยังคงเหงา เศร้า

    อาจเป็นเพราะฉันยังต้องการ.........

    เคยคิดนะว่าคนรักนะหาได้ยากแล้ว

    แต่ฉันว่าคนที่เข้าใจเราหายากยิ่งกว่า
    m37178

    ใช่....ฉันต้องการแค่คนที่เข้าใจฉัน

    แต่คงยากเพราะตัวฉันเองบางทียังไม่เข้าใจตัวเองเลย

    ว่าต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต

    อ่านแล้วอาจจะดูเหมือนท้อแท้ในชีวิต

    แต่เปล่าเลย ฉันยังมีกำลังใจที่เข้มแข็งอยู่

    แต่บางเวลา คนเราก้อต้องมีมุม....ของตัวเองบ้าง

    ทุกๆครั้งที่เข้ามาในบอร์ดนี้

    อาจจะดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่ฉันต้องการมุม....ของตัวเอง

    ขอบคุณ....คำธรรมดาคำนี้อาจไม่มีค่าอะไร